วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เรื่อง "ดราม่า" วงการความสวยความงาม







ในขณะที่สถาบันความสวยความงามผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และสาวๆ หนุ่มๆ ก็เห็นเรื่อง
การทำ "ศัลยกรรม" เป็นเรื่อง "ธรรมดา" มากขึ้น กระแสต่างๆ เหล่านี้กำลังหล่อหลอม
ค่านิยมของคนไทยบางคนให้มีทัศนคติ ทำนองว่า "ความสวย-ความหล่อเปลี่ยนชีวิต" ได้


หลายคนฝันว่า การทำศัลยกรรมจะทำให้มี "ออร่า" ชีวิตพลิก งานรุ่ง รักเริ่ด แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า
มันยังมีเรื่อง "ดราม่า" อยู่ไม่น้อยในวงการนี้ 


หมอเกมส์-นพ.อดุลย์ชัย แสงประเสริฐ ศัลยแพทย์ตกแต่งเจ้าของรางวัล ไทยแลนด์ บล็อค
อวอร์ด ที่มียอดผู้อ่านเกินล้านวิว ผู้เขียนหนังสือ 
"รู้จริงก่อนสาย มั่นใจก่อนเสริม" เผยว่า
ฐานข้อมูลเรื่องศัลยกรรมของคนไทยส่วนใหญ่จะรู้แค่ว่า "เสริมแล้วสวย เสริมแล้วจบ" แต่น้อย
คนนักจะรู้ว่า ต่อไปอีก 10 ปี 20 ปี 30 ปี อวัยวะส่วนที่ทำศัลยกรรมไปจะเป็นอย่างไร เสริมหน้าอก
วันนี้ให้หน้าอกใหญ่ แล้วคิดจะไปเอาออกตอน 


50 ปี คิดว่าจะเหมือนเดิมไหม?

"ปัจจุบันคนไทยเริ่มมองเรื่องศัลยกรรมเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งหมอคิดว่ามันเป็นวิธีคิดที่อันตราย
เพราะจะไปมองเรื่องความสวยความงามมาอันดับ 1 มากกว่าความสามารถ ขอฉันสวยไว้ก่อน
แล้วทุกอย่างจะตามมา มันไม่ใช่"
 

แม้ความสวยความหล่อจะเปลี่ยนชีวิตได้ แต่หมอเกมส์ย้ำว่า หากจะฉีด เสริม เติม ผ่า ก็ควรเป็น
ไปด้วย "เหตุผลที่ดี" 


"ดาราบางคนพอเสริมนู่นนิดนี่หน่อยก็ทำให้เขามีงานมากขึ้น แต่ถ้าสมมุติดีๆ อยากจะตัดกราม
แต่ไม่ได้ตัดเพราะเรื่องการทำงานหรือมีเหตุผลที่ดีไปกว่าตัดไปแล้ว ก็อยู่บ้านเฉยๆ ก็อย่าทำเลย
มันไม่คุ้ม หมอจึงอยากย้ำว่า ถ้าอยากจะทำควรมีเหตุผลที่จะลงทุน ลงทุนแล้วต้องได้กำไร เช่น
ทำเพราะเอื้อประโยชน์กับหน้าที่การงานให้ดีขึ้น"


ปัจจุบัน คนนิยมทำศัลยกรรมเพื่อหน้าที่การงานเยอะที่สุด และตอนนี้ก็มี "เทศกาลทำศัลยกรรม"
เกิดขึ้นในเมืองไทยแล้ว 


"หมอเรียกว่าเป็นเทศกาลเพราะคนมาทำเยอะมาก โดยมีอยู่ 2 ช่วง 1.เข้ามหาวิทยาลัย เด็กอยาก
เข้าไปแล้วสวยเลย 2.เรียนจบ เป็นช่วงที่กำลังจะก้าวเข้าไปอยู่ในสังคมการทำงาน ก็อยากเป็น
คนสวยก่อนเข้าทำงาน" 


จากเมื่อก่อน อยู่ในวงแคบๆ ดารา-พริตตี้

ตอนนี้คนทั่วไป นักศึกษา ที่ฮิตทำสูงสุด "จมูก-ตา-หน้าอก-ดูดไขมัน" โดยอันดับ 1.ผู้หญิง
2.หญิงข้ามเพศ  3.ผู้ชายรักสวยรักงาม  4.ผู้ชายจริงๆ


"ผู้หญิงทำทุกอย่าง ส่วนหญิงข้ามเพศนิยมทำหน้าอก และผู้ชายนิยมเสริมจมูก" 

นี่คือ "สถิติ" ที่ดูๆ แล้วอาจไม่มีอะไร แต่ในความ "สวยงาม" กลับมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ (ค่อย)
งามซ่อนอยู่ 


"วงการนี้มีการหลอกลวงค่อนข้างเยอะ" หมอเกมส์เผย 

"อย่างโฆษณา ค่อนข้างน่ากลัว ยิ่งในเฟซบุ๊ก ยิ่งน่ากลัวหนัก เพราะทำอะไรก็ได้โดยไม่มี
กฎหมายห้าม แล้วคนสมัยนี้เสพสื่อเยอะ พออ่านคอมเมนต์เยอะๆ สวยค่ะ เยี่ยมค่ะ เราอาจจะ
เหมือนโดนสะกดจิต คงไม่เป็นอะไรมั้ง คนนั้นก็ว่าดี คนนี้ก็ว่าดี แล้วก็ไปทำ แล้วก็เกิดปัญหา" 


ยกตัวอย่าง "ดูดไขมัน" โฆษณาว่า "ดูดไขมันไม่ตายแน่นอน" 

"ผมเห็นแล้ว รู้สึกแย่มาก เพราะมันมีคนตายมาแล้วจริงๆ เพราะการดูดไขมันก็คือการผ่าตัด
มันมีความเสี่ยงตั้งแต่ฉีดยาชา เช่น คนไข้แพ้ยาชา ถ้าช่วยไม่ทันก็ตาย เลยกลายเป็นว่า
ดูดไขมันไม่ตาย ไม่เสี่ยง แต่ที่ตายเพราะแพ้ยา คือพยายามแยกเรื่องออกจากกัน ทั้งที่จริงๆ
มันเป็นเรื่องเดียวกัน" 


ยิ่งตอนนี้ เราจะเห็นว่ามีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้คนอยากสวยหล่อทำมากมาย ทั้ง ศัลยกรรม
หัวทุย ร้อยไหม ฯลฯ


"ของแบบนี้ หมอที่จบมาด้านศัลยแพทย์ตกแต่งจริงๆ ไม่มีใครทำนะ" หมอเกมส์บอกชวนสงสัย
ก่อนขยายความ 


"เพราะในวงการนี้ มีทั้งหมอจริง-หมอปลอม"

ฉะนั้น สิ่งที่ศัลยแพทย์ตกแต่ง "ไม่ทำ" อาทิ ฉีดต่างๆ ทั้งฟิลเลอร์, สเต็มเซลล์, ร้อยไหม หรือ
แม้แต่ทำหัวทุย 


"สเต็มเซลล์มีข้อกำหนดหลายอย่างที่แม้กระทั่งฝรั่งยังไม่ฮิต ข้อเสียคือมันอาจเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้
และที่สำคัญไม่ใช่ของที่จะเอามาซื้อง่ายขายคล่องในอินเตอร์เน็ต ผมเคยไปดูการสกัดสเต็มเซลล์
ที่เกาหลี สเต็มเซลล์เมื่อสกัดเสร็จต้องใช้เดี๋ยวนั้นเลย และใช้ได้ภายใน 3 ชม. แต่ถ้าไม่ใช้ต้อง
แช่แข็งไว้ และใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน"


แต่ในบ้านเรา มีขายให้เกลื่อนตามเว็บไซต์ต่างๆ ราคาแพงลิบลิ่ว 

ในขณะที่สถาบันความงามผุดขึ้นมากมาย คนอยากสวย-หล่อใครจะห้ามได้ เพราะฉะนั้นสิ่ง
สำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจเดินเข้าสถาบันเหล่านี้ 





หมอเกมส์ย้ำว่า ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจน มองการณ์ไกล อย่าคิดแค่ว่า ตอนนี้สวย อีก 10 ปี
20 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไงฉันไม่แคร์ 


"ยกตัวอย่างคนทำหน้าอก ซึ่งเหมือนเราเป่าลูกโป่ง แต่พอเวลาผ่านไป เรารู้สึกว่าเราไม่อยาก
ได้หน้าอกอันนี้แล้ว แรงดึดดูดของโลกมันดึงหน้าอกของเราคล้อยลงแล้ว เราจะแก้ไขยังไง
อาจจะต้องใส่ใหม่ไหม หรือดึงเนื้อด้านข้างให้ตึงเหมือนเดิม และถ้าคิดว่าจะไม่เอาแล้ว เอาออก
ดีกว่า คิดว่าหน้าอกจะเหมือนเดิมไหม เพราะมันก็เหมือนถุงที่ถูกยืดออกไปแล้ว หน้าอกจะคล้อย
ต้องมีสภาพแบบนี้รับได้ไหม" 


นี่คือสิ่งสำคัญที่หมอเกมส์ย้ำว่า ไม่ว่าจะทำศัลยกรรมส่วนไหน คุณต้องหาข้อมูลเหล่านี้ด้วย
รู้ทั้งข้อดี-ข้อเสีย 


"ทำศัลยกรรมใจร้อนไม่ได้ และอย่าหลงเชื่อคำลวงต่างๆ ที่บอกว่าไม่เจ็บ คิดว่าเสี่ยงเยอะแค่ไหน
กับเจ็บ แต่เป็นหมอที่ทำมานานมีความชำนาญ มันเสี่ยงแค่ไหน หรือยกกระชับได้ทุกอย่าง
มันเป็นไปได้ไหม ให้ใช้วิจารณญาณ ซึ่งจริงๆ มันเป็นไปไม่ได้ และของใหม่ล่าสุด ไม่ได้แปลว่า
ดีที่สุด และก็ไม่แน่ว่า ของใหม่ล่าสุดนี่แหละ ก็อาจเป็นของที่มาลองกับเราคนแรกก็ได้" 


"อย่าเพิ่งรีบถ้าไม่จำเป็น คิดเสียว่า จมูกของเราไม่ได้โด่งวันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะที่ผ่านมาก็ไม่ได้
โด่งมา 20 ปีแล้ว" นพ.อดุลย์ชัยทิ้งท้าย 


นี่เป็นเพียงน้ำจิ้มที่หมอเกมส์มาเปิดสมองให้ได้รับรู้ถึงอะไรหลายอย่างในวงการความสวยความงาม

ภาพและข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รวมเรื่องลิ้น (4)


ลองแลบลิ้นดู...สุขภาพจะดี




 คุณแยกระหว่างความหิวกับความอยากออกจากกันได้หรือไม่ ... หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า
ทำไมเพิ่งรับประทานอาหารจึงรู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว ซึ่งนั่นเกิดจากน้ำย่อยที่หลั่งออกมาเพื่อทำให้
คุณเกิดความหิวนั่นเอง แต่แท้จริงแล้วปริมาณอาหารในกระเพาะของคุณก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิมโดย
ไม่ได้ ย่อยเลย แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าปริมาณอาหารในกระเพาะตอนนั้นมีปริมาณเท่า ไหร่...
 สังเกตดูที่ "ลิ้น" ของคุณสิ บอกได้!การตรวจดูว่าวิธีที่ง่ายที่สุดและได้ความแม่นยำที่สุด

ในการตรวจสอบร่างกายของตนเอง ด้วยการดู "สภาพของลิ้น" ซึ่งสภาพของลิ้นจะมีการเปลี่ยนแปลง
ไปทุกครั้งตามลักษณะนิสัยการกินอาหาร เวลากิน จนระดับความแข็งแรงของกระเพาะอาหารและ
ลำไส้ เพราะลิ้นเปรียบเสมือนเครื่องตรวจวัดสุขภาพของอวัยวะภายในร่างกาย โดยการเปลี่ยน
สภาพของลิ้นนั้นจะบ่งบอกด้วยการสังเกต สีลิ้น ความหนา และคราบสกปรกที่ติดอยู่

สิ่งสกปรกที่เกิดอยู่บนลิ้น หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า "ฝ้าลิ้น" นั้น เป็นตัวบ่งชี้ปริมาณสิ่งของตกค้าง
ที่อยู่ภายในท้อง ยิ่งมีฝ้ามากก็แสดงว่าในกระเพาะอาหารของคุณยังมีอาหารอยู่ แต่หากมีอาหาร
ตกค้างน้อย ลิ้นก็แทบจะไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลย


เริ่มมาเช็กดูสภาพของลิ้นกันดีกว่า ว่าในกระเพาะอาหารของคุณมีปริมาณอาหารที่ยัง
ไม่ย่อยอีกเท่าไหร่...


 ประเภทที่ 1 ลิ้นแทบจะไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลยและลิ้นมีสีชมพู นั่นแสดงว่าระบบย่อยอาหารของ
คุณทำงานได้ดี ลิ้นของคุณมีสีสวย ผิวลิ้นสะอาด สุขภาพดีแทบไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลย



 ประเภทที่ 2 มีฝ้าเกาะที่ลิ้นเป็นคราบสีขาว แสดงว่ามีอาหารหลงเหลือค้างอยู่ในกระเพาะ
ระบบย่อยอาหารยังทำงานไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ยิ่งมีอาหารตกค้างมาก ฝ้าสีขาวที่ลิ้นจะยิ่ง
หนามากขึ้น





 ประเภทที่ 3 ฝ้าที่ลิ้นเป็นสีเหลือง แสดงว่ามีอาหารตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารมาก ทั้งยัง
อัดแน่นอยู่ในลำไส้ ยิ่งกินเยอะในตอนดึก ฝ้าจะหนาและเป็นสีเหลือง


รู้ อย่างนี้แล้วก็ลองส่องกระจกสังเกตดูลิ้นของตัวเองว่ามีปริมาณอาหารที่ กระเพาะยังไม่ย่อย
อีกมากเท่าไหร่ เราจะได้คิดเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและไม่ทำให้กระเพราะทำงาน
หนักมาก จนเกินไป

ภาพจากอินเทอร์เน็ต และข้อมูลจาก http://women.postjung.com/

..............................................................................
ลิ้น บอกโรค


คุณเคยรู้ไหมว่า ” ลิ้น ” อวัยวะที่นอกจากจะใช้ลิ้มรสอาหารแล้ว ยังสามารถบอกโรคต่างๆ
ได้อีกด้วย

นั่นก็เพราะมีโรคหลายๆ ชนิดที่เมื่อเป็นแล้ว จะส่งผลให้ลิ้นเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปรกติ
อย่างเห็นได้ชัด การตรวจดูลิ้นจึงสามารถบอกถึงสุขภาพภายในร่างกายได้ดังนี้
1. ลิ้นสีน้ำตาลหรือดำ 
มักเป็นผลจากการรับประทานยาปฏิชีวนะ หรืออมยาฆ่าเชื้อที่มีผลทำให้เกิดการเจริญเติบโตของ
แบคทีเรียบางชนิดที่สร้างสีดำออกมาเกาะลิ้น

2. ลิ้นสีเขียวหรือสีแดง 
บ่งบอกว่าช่องท้องหรือตับ ของคุณทำงานผิดปรกติ

3.ลิ้นเป็นฝ้าขาวเป็นขลุยคล้ายคราบนม
เกิดจากกาารติดเชื้อรา หรือเชื้อยีสต์ส่วนมากมักพบในผู้ที่มีความต้านทานน้อยหรือเด็กทารก รวมทั้ง
ผู้ที่รับประทานยาฆ่าเชื้อโรค และยากดภูมิต้านทาน เช่น สเตียรอยด์

4. ลิ้นเป็นฝ้าขาว มีจุดแดงๆ เป็นหย่อมๆ คล้ายผลสตอบอรี่รวมกับอาการไข้ และผื่นเต็มตัว 
พบในโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นนอกจากนี้แล้วการขาดวิตมินก็สามารถ
ทำให้ลิ้นของ คุณเปลี่ยนแปลงได้เช่นกันโดยสังเกตจาก
  • ขาดวิตมินบี 1 ทำให้ลิ้นแดง อักเสบและปวดแสบปวดร้อน
  • ขาดวิตมินบี 2 ทำให้มุมปากอักเสบเป็นปากนกกระจอก และทำให้ลิ้นเป็นแผ่นแดงๆม่วงๆ
    แสบลิ้นง่าย
  • ขาดวิตมินบี 5 ทำให้ลิ้นอักเสบมากจนแดงก่ำมีแผลถลอกเลือดออกง่าย ลิ้นแตกเป็นร่อง

ภาพจากอินเทอร์เน็ต และข้อมูลจาก http://variety.teenee.com
..............................................................................

รวมเรื่องของตู้เย็น (5)


 วิธีการเลือกตู้เย็น 

วันนี้เราจะมาดู วิธีการเลือกตู้เย็น ให้เหมาะกับการใช้งานภายในบ้านของเรากันนะคะ


1.  อันดับแรกเลย เราควรเลือกซื้อตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟค่ะ โดยฉลากนี้จะเป็นสติ๊กเกอร์
ที่ติดอยู่ที่ตู้เย็น ออกโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)เป็นผู้ตรวจสอบ
และรับรองคุณภาพ โดยเจ้าฉลากประหยัดไฟนั้น กำหนดเป็นตัวเลขตั้งแต่เลข 1-5 เลข 1
หมายถึงได้คะแนนประสิทธิภาพต่ำสุด และเลข 5 หมายถึงได้คะแนนประสิทธิภาพสูงสุด
น่ะนะคะ

2.ควรเลือกตู้เย็นให้เหมาะสมกับขนาดของครอบครัวค่ะ โดยคำนวนดังนี้ ขนาดประมาณ 2.5
 ลูกบาศก์ฟุต(คิว) เพียงพอสำหรับคน 2 คนแรกของครอบครัว จากนั้นก็เพิ่มขึ้นอีกประมาณ
1 ลูกบาศก์ฟุต (หรือเพิ่ม 1 คิว) ทุก ๆ 1 คนน่ะนะคะ

3.ควรเลือกตู้เย็นที่มีฉนวนกันความร้อนหนา และเป็นชนิดแบบโฟมอัด เพื่อไม่ให้มีการสูญเสีย
ความเย็นมากเกินไป

4.ตู้เย็น 2 ประตู จะกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวในขนาดความจุเท่ากันค่ะ เนื่องจากใช้ท่อ
น้ำยาเย็นที่ยาวกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ตู้เย็นแบบ 2 ประตูนั้นก็จะมีการสูญเสียความเย็นน้อยกว่า

5.ตู้เย็นชนิดที่มีระบบละลายน้ำแข็งอันตโนมัติ จะกินไฟมากกว่าระบบที่มีปุ่มกดละลายน้ำแข็งเลือกซื้อตู้เย็นที่มีระบบไฟฟ้าชนิด 220-230 โวลต์เท่านั้น หากซื้อชนิด 110-120 โวลต์ เราก็
ต้องมาใช้หม้อแปลงลดแรงดัน จะทำให้กินกระแสไฟฟ้ามากขึ้นไปอีก




"เอาล่ะ..บอกมาซะดี ๆ แรนดี้ มีใครบางคน(บางตัว) กินแม้กเน็ตที่ติดฝาตู้เย็นไปอีกแล้ว
ใช่มั้ย" 5555+
ภาพและข้อมูลจาก http://baansanruk.blogspot.com

....................................................................................................

การดูแลรักษาตู้เย็น


ขั้นตอนการทำความสะอาด
1. เอาของที่เก็บไว้ในตู้เย็นออกจากตู้ให้หมด
2. ดึงปลั๊กไฟของตู้เย็นออกก่อน
3. ถอดชิ้นส่วนภายในของตู้เย็นที่สามารถถอดได้ออกมาล้างด้วยน้ำใช้ผ้าสะอาดเช็ดชิ้นส่วน
ที่ถอดออกมาล้างให้แห้งแล้ว เพื่อเตรียมประกอบกลับคืนเข้าไปในตู้เย็น
4. ปฏิบัติการละลายน้ำแข็ง จะช่วยให้ระบบความเย็นของตู้เย็นมีการหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี
หากปล่อยให้น้ำแข็งตัวกันหนาแล้วจะทำให้ล้นออกมาจนไม่สามารถปิดประตูตู้ได้สนิทอีกด้วย
ส่วนอาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็นเราควรที่จะนำออกมาห่อกระดาษหนังสือพิมพ์หลายๆ ชั้น เพราะจะ
ช่วยรักษาสภาพความเย็นไว้ได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง
5. ส่วนภายในและภายนอกของตู้เย็น ให้นำผ้าชุบน้ำอุ่นที่ผสมกับผงฟูเล็กน้อยเช็ดทำความสะอาด
หากเช็ดเป็นประจำจะช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่องเก็บผลไม้ เนื่องจาก
เป็นช่องที่อยู่ใต้สุดของตู้จึงทำให้มีน้ำขังอยู่เสมอ และในชั้นวางของด้านข้างของตู้เย็น ซึ่งจะเป็น
บริเวณที่เราใช้บ่อยที่สุด จึงมักจะมีคราบสกปรกติดอยู่เสมอ
6. ทำความสะอาดขดลวดที่อยู่ด้านหลังของตู้เย็นด้วยการดูดฝุ่นที่เกาะอยู่อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
ก็จะช่วยทำให้ขดลวดได้รับลมเย็นๆ และระบายความร้อนได้ดีมากขึ้น
7. แล้วเสียบปลั๊กไฟไว้เหมือนเดิม
หมายเหตุ : ในการทำความสะอาดตู้เย็นควรทำเป็นประจำเดือนละครั้ง
ข้อควรระวัง
- ในการเช็ดทำความสะอาดตู้เย็นไม่ควรใช้ผงซักฟอกเช็ดด้านในของตู้เด็ดขาด เพราะ
กลิ่นของผงซักฟอกจะเกาะติดอาหารที่อยู่ภายในตู้ อีกทั้งน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ก็ควรจะหลีกเลี่ยง
อย่างเด็ดขาดเช่นกัน เพราะจะทำให้วงจรภายในตู้เย็นเสียหายได้
- การละลายน้ำแข็งภายในตู้เย็นไม่ควรใช้อุปกรณ์ใดๆ มางัดแงะน้ำแข็งออกเด็ดขาด
หากต้องการเร่งการสลายตัวของน้ำแข็งนั้น ควรจะเปิดประตูตู้ทิ้งไว้แล้วนำหม้อหรือขันโลหะ
ใส่น้ำอุ่นวางในช่องแข็งเพื่อเร่งให้น้ำแข็งละลายได้รวดเร็วขึ้น
- การนำอาหารใส่กลับเข้าไปในตู้เย็นหลังจากทำความสะอาดตู้เย็นเรียบร้อยแล้ว ควร
ทำความสะอาดห่อบรรจุอาหารเสียก่อน เพื่อป้องกันความชื้นที่ติดมากับหีบห่อ เพราะจะทำใ
ห้เกิดการจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะภายในตู้ซ้ำอีก
จากที่กล่าวมานี้จะเป็นได้ว่าเป็นวิธีการที่สามารถทำได้อย่างสะดวก ไม่สิ้นเปลือง
พลังงาน อีกทั้งยังช่วยประหยัดทั้งเงิน และเวลาได้อีกมาก หากเราทำเป็นประจำ
ก็จะช่วยให้ตู้เย็นของเราน่าใช้ ความสะอาดของตู้เย็นจะส่งผลให้สุขภาพของคน
ในครอบครัวดีตามไปด้วย
ภาพและข้อมูลจาก http://www.bloggang.com
....................................................................................................

จัดตู้เย็น สุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆ



ตู้เย็น คลังเสบียงประจำบ้านที่ถูกแวะเวียนไปใช้บริการอย่างไม่ขาดสาย รู้หรือไม่.. การจัดตู้เย็นไม่เป็นระเบียบ สักแต่จะใส่สารพัดสิ่งเข้าไปในตู้เย็นถือเป็นการทำลายสุขภาพทีละเล็กทีละน้อย ฉะนั้น! ถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบตู้เสบียง ยิ้มรับสุขภาพดีด้วยทริกง่ายๆ 
       
        บอกลาเพิ่มความอ้วน อาทิ ไอศกรีม เค้ก ช็อกฯแลต ฯลฯ
       ชั้นบนสุด - ผักผลไม้ วางเด่นสดุดตาง่ายต่อการหยิบทาน วางชั้นบนสุด
       ชั้นรองลงมา - ของกินเล่นอุดมวิตามินและแร่ธาตุบำรุงสมอง อาทิ ธัญพืช โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ฯลฯ
        ชั้นกลาง - เก็บเครื่องปรุง เลือกชนิดโซเดียมต่ำ, น้ำตาลต่ำ
        ชั้นล่าง - น้ำดื่มสะอาด นมถั่วเหลือง งดน้ำหวาน, น้ำอัดลม
       แปะข้อความเตือนใจในการดูแลสุขภาพ หน้าตู้เย็น


ภาพและข้อมูลจาก http://www.manager.co.th

....................................................................................................

5 ทริคดี ๆ จัดการอาหารและทำความสะอาดตู้เย็น



 เชื่อว่าต้องมีคุณแม่บ้าน คุณพ่อบ้านที่ชอบซื้อของมาเก็บไว้ในตู้เย็น แล้วลืมทิ้งเอาไว้ พอมาเจออีกทีอาหารก็เปลี่ยนสีซะแทบจำไม่ได้ว่าซื้ออะไรมาเก็บไว้บ้าง บางครั้งก็เผลอเอาของหมดอายุมากินซะอย่างนั้น ใครที่เจอปัญหาแบบนี้ต้องหาวิธีจัดการกับตัวคุณเองและตู้เย็นของคุณกันหน่อยแล้วล่ะ ซึ่งวิธีการจัดการอาหารและทำความสะอาดตู้เย็นนั้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เพียงทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เท่านั้น     

 1. วิธีทำความสะอาด

          หลังจากที่คุณไม่ได้เช็คของในตู้เย็นมานานร่วมสัปดาห์ จนลืมไปแล้วว่าซื้ออะไรเก็บไว้บ้าง ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องรื้อของในตู้เย็นทั้งหมดออกมาแล้วเช็คดูสิว่ามีของอะไรที่หมดอายุหรือเปล่า จากนั้นก็จัดการละลายนำแข็งในช่องแช่แข็งซะ เมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้วก็ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำ ในอัตราส่วน 50 : 50 เช็ดคราบสกปรกต่าง ๆ ออกให้หมด ส่วนพวกคราบเหนียว ๆ ก็ขัดบริเวณนั้นด้วยเกลือหรือเบกกิ้งโซดาให้เรียบร้อย


 2. วิธีจัดของเข้าตู้เย็น

          ทำง่าย ๆ แค่เพียงเลือกชนิดอาหารแล้วจัดแยกเอาไว้เป็นหมวดหมู่ จากนั้นก็ค่อย ๆ เก็บเข้าที่ประจำของมัน เช่น พวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ก็ควรใส่เอาไว้ในกล่องที่ปิดมิดชิดแล้วนำไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็ง จะทำให้เก็บได้นานขึ้นถึง 2 - 3 สัปดาห์ ส่วนพวกผักสดต่าง ๆ ก็ควรใส่ไว้ในถุงและเจาะรูเพื่อระบายอากาศ  โดยให้เก็บไว้ชั้นล่างสุด เพราะหากเก็บไว้ในชั้นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่านี้ ความเย็นจะทำลายแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 1 - 2 วัน เป็นระยะเวลาที่ดีที่สุดแล้วล่ะ หากคุณซื้อของเข้ามาเพิ่มก็นำของใหม่ใส่ไว้ด้านหลัง แล้วนำของเก่ามาไว้ด้านหน้าจะทำให้คุณเลือกหยิบได้สะดวกกว่า จะได้ไม่หมดอายุไปแบบไม่รู้ตัวอีก
    

 3. อย่าลืมเขียนวันที่บนถุงหรือกล่อง

          ของที่ซื้อมาบางอย่างนั้นไม่ได้ระบุวันหมดอายุไว้ด้วย ฉะนั้นคุณควรเขียนวันที่ซื้อลงไปบนถุงหรือกล่องเก็บอาหารของคุณด้วย โดยเฉพาะพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ เพราะบางครั้งลักษณะภายนอกนั้นอาจจะดูปกติ แต่หากรับประทานเข้าไปก็อาจจะทำให้เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนได้ ทางที่ดีก็เขียนวันที่กันลืมเอาไว้ก่อนดีกว่า

 4. ประหยัดพลังงาน

          อย่างที่คุณรู้ ๆ กันว่าควรจะเลือกตู้เย็นที่มีสัญลักษณ์เบอร์ 5 จะช่วยประหยัดไฟได้มากขึ้น ซึ่งคุณควรจะรู้ต่อไปอีกว่าไม่ควรเก็บของในตู้เย็นจนแน่นเกินไปเพราะ จะทำให้ตู้เย็นทำงานหนักขึ้น และเปลืองไฟมากกว่าเดิม และควรหมั่นสังเกตขอบยางที่ประตูตู้เย็นบ่อย ๆ หากเห็นว่ามีจุดชำรุดเสียหาย ก็ควรจะรีบเปลี่ยนขอบยางใหม่โดยด่วน เพราะหากขอบยางปิดไม่สนิทจะทำให้ความเย็นไหลออกและกินไฟมากขึ้น

 5. เคล็ดลับจัดการของสด

          หากคุณอยากจะซื้อผัก ผลไม้ หรือเนื้อสดชิ้นใหญ่ ๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่แช่นะคะ เพราะเรามีเคล็ดลับการเก็บของพวกนี้มาฝากกัน โดยที่คุณไม่ต้องจัดพื้นที่ใหม่เลย นั่นก็คือ นำผักและผลไม้ของคุณมาหั่นเป็นลูกเต๋าแล้วเก็บใส่ถุงหรือกล่อง แช่ไว้ในช่องแช่แข็ง เอาไว้จัดใส่จานสวย ๆ เป็นของทานเล่นหรือนำไปทำขนมหวานอย่างพวกผลไม้เชื่อมก็ได้ ส่วนเนื้อสัตว์ก็สไลด์เป็นชิ้นบาง ๆ เรียงเข้ากล่องให้สวยงาม ปิดฝาให้มิดชิดแล้วก็นำเข้าช่องแช่แข็งเช่นกัน แถมยังง่ายสำหรับการรับประทานอีกด้วย


          ทริคจัดของในตู้เย็นที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันคราวนี้คงลดเวลาทำความสะอาดบ้านของคุณแม่บ้าน คุณพ่อบ้านทั้งหลายไปได้เยอะเลยใช่ไหมคะ เพราะไม่ว่าจะหยิบจะจับอะไรมาทำกับข้าว ก็สะดวกและรวดเร็ว ไม่ต้องเสี่ยงกับการนำของที่หมดอายุมาปรุงอาหารกันอีกแล้ว เพราะตอนนี้คุณมีตู้เย็นที่ทั้งสะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และยังช่วยคุณประหยัดพลังงานไว้ในบ้านของคุณด้วยล่ะ


ภาพและข้อมูลจาก http://home.kapook.com

....................................................................................................

อย่าลืมทำความสะอาดตู้เย็นกันบ้างนะ

หน้าร้อนมาเยือนแล้ว ตู้เย็นของคุณคงได้ทำงานหนักเพราะสารพัดของกินแช่เย็นที่คุณเก็บไว้กินแก้ร้อนแน่ๆ แบบนี้คุณจึงควรต้องดูแลความสะอาดภายในตู้เย็นด้วยนะ

* ดับกลิ่น หากล่องหนึ่งใบมาใส่ผงเบคกิ้งโซดา แล้วแช่ไว้ในตู้เย็น จะช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์จากกลิ่นอาหารนานาชนิดที่ปะปนกันในตู้เย็นได้
* ทำความสะอาด ในการทำความสะอาดตู้เย็น เมื่อเคลียร์พื้นที่ภายในตู้เย็นแล้ว โรยเบคกิ้งโซดาบนฟองน้ำชื้นๆ จากนั้น นำไปเข็ดทำความสะอาดพื้นที่ภายในตู้เย็น หากต้องการเพิ่มพลังขัดคราบเหนียวหรือซอสที่หกเลอะอยู่ ใช้เกลือมาเป็นผู้ช่วยเสริม ผสมกับเบคกิ้งโซดาในอัตราส่วนเท่าๆ กัน สำหรับกลิ่นสะอาดสดชื่น เติมได้ด้วยมะนาวเจ้าเก่า ผ่าครึ่งแล้วนำมาถูตามช่องใส่ของในตู้เย็นได้เลย

* ถาดแช่น้ำแข็ง เป็นสิ่งที่หลายๆคนมักจะลืมนึกถึงไป หากคุณไม่ล้างทำความสะอาด น้ำแข็งที่ออกมาอาจจะมีรสชาติแปลกๆ ไปก็ได้นะ และยังทำให้เกิดกลิ่นอับอีกด้วย วิธีทำความสะอาดง่ายๆคือใช้น้ำกับเบคกิ้งโซดาขัด แล้วล้างให้สะอาด

* ขอบยางที่ฝาตู้เย็น คุณอาจนึกไม่ถึงว่าแปรงสีฟันและยาสีฟันนี่แหละ คือผู้ช่วยให้ทำความสะอาดส่วนนี้ได้อย่างทั่วถึง

ภาพและข้อมูลจาก http://women.sanook.com

หัวเราะสักหน่อย ดีต่อสุขภาพนะ





ไม่ต้องเขินอายหรือกลัวใครจะว่าเอาถ้าเรา “หัวเราะ” เหมือนคนบ้า เพราะมีการศึกษา
มาแล้วว่าการหัวเราะนั้นดีต่อสุขภาพและหัวใจของคุณ โดยเฉพาะทำให้คุณห่างไกล
จากโรคหลอดเลือดหัวใจ

       
        จากการวิจัยโดยศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ เมืองบัลติมอร์ สหรัฐอเมริกา
พบว่า ผู้ที่สามารถหัวเราะกับปัญหาความสับสน และความยุ่งเหยิงทั้งปวง ในชีวิต
ประจำวันได้ง่าย มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าคนที่หัวเราะ
ไม่ออก ถึง 40 % เลยทีเดียว



       
        Michael Miller ผู้อำนวยการศูนย์การป้องกันหทัยวิทยาแห่งศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัย
แมรีแลนด์ ระบุว่า การหัวเราะนั้นมีผลดีต่อหัวใจ ในการศึกษาครั้งนั้น เขาและคณะได้สัมภาษณ์
ผู้ป่วยโรคหัวใจที่เคยมีอาการหัวใจวายหรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และพบว่า ผู้ป่วย
เหล่านี้หัวเราะน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ

       
        นอกจากนั้นการหัวเราะยังช่วยป้องกันการอักเสบของหลอดเลือด ลดปัญหาเกล็ดเลือดแข็งตัว
และรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ เสริมระบบภูมิคุ้มกันโรคและลดฮอร์โมนความเครียด
ที่ร่างกายมักจะหลั่งออกมา เมื่อเกิดความเครียดหรือวิตกกังวล รวมถึงการหัวเราะอย่างเต็มที่
จะทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย และช่วยลดความดันโลหิต 



       
        ดังนั้น ลองปรับพฤติกรรมดูใหม่ หากคุณเป็นคนที่จริงจังกับชีวิตเกินไปจนลืมที่จะหัวเราะ
ซึ่งรู้ไหมว่าการหัวเราะอย่างต่อเนื่อง 15-20 นาที เท่ากับ การออกกำลังกายหัวใจได้ประมาณ
3-5 นาที เมื่ออ่านจบแล้วลองทบทวนตัวเองว่า วันนี้คุณหัวเราะแล้วหรือยัง ??



       
       ** คำแนะนำ - ผู้ใหญ่ควรหัวเราะให้ได้ 17 ครั้ง ต่อวัน ส่วนเด็กๆ ควรหัวเราะให้ได้ 400 ครั้ง
ต่อวัน **


        จะทำได้ไหมล่ะเนี่ย?????


ภาพจากอินเทอร์เน็ต และข้อมูลจาก http://www.manager.co.th

การใช้ยาในผู้สูงอายุ




สำหรับการใช้ยาในผู้สูงอายุ  หลักการใช้ยาใหญ่ๆ  คงไม่แตกต่างอะไรจากคนทั่วไป
คือการใช้ยาให้ถูกต้อง  ถูกโรค  ถูกวิธี  ถูกเวลา  แต่อาจจะมีบางอย่างที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น 
ที่อาจจะต้องดูแลเป็นพิเศษเกี่ยวกับการใช้ยาในผู้สูงอายุ 
      เนื่องจากการทำงานของอวัยวะต่างๆ  ของผู้สูงอายุนั้นก็จะเสื่อมไปตามวัย  โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งตับและไต  ซึ่งมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงและกำจัดยา  ลองมาคุยกันถึง
ปัจจัยต่างๆ  ที่มีผลต่อการใช้ยาในผู้ป่วยสูงอายุไปพร้อมๆ  กันดีกว่า
 ประการแรก  การทำงานของตับที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลต่อระดับยาในกระแสเลือด  ( คิดง่ายๆ
มันก็คือปริมาณยาที่อยู่ในร่างกาย) ซึ่งส่งผลถึงการรักษาและพิษจากยาที่อาจเกิดขึ้นได้ 
ส่วนไตก็เป็นอวัยวะที่สำคัญในการกำจัดยาจะมีการทำงานที่ด้อยลงเช่นกัน


นั้นหมายถึงว่าขนาดยาที่ใช้สำหรับคนทั่วไปอาจจะใช้ไม่ได้กับผู้สูงอายุ  เนื่องจากเมื่อไต
กำจัดได้น้อยลง  ระดับยาในเลือดก็จะมีมากกว่าปกติ  (หรือมีปริมาณยาในร่างกายมากกว่าปกติ) 
ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์หรือพิษจากยาได้
ฉะนั้นการปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยที่สูงอายุแต่ละรายจึงมีความจำเป็น  โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อมีอาการเจ็บป่วยและพยายามจะรักษาด้วยตนเอง  ขนาดยาที่ใช้ต้องพิจารณาเป็น
พิเศษนอกจากนั้น  ความสามารถในการดูดซึมของทางเดินอาหารของผู้สูงอายุเองก็อาจจะ
ไม่ดีเหมือนกับคนหนุ่มสาว  ประสิทธิภาพการดูดซึมอาจจะด้อยลง  ซึ่งนั้นหมายถึงสารอาหาร
ที่ได้ก็อาจจะไม่เพียงพอไปด้วย
รวมทั้งเยื่อบุที่ทางเดินอาหารก็อาจจะมีการบางลงไปตามอายุ  ซึ่งยาหลายตัวอาจมีผลทำให้
ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร  หรือที่เราเข้าใจกันว่ามันกัดกระเพาะ  ยากลุ่มนี้ก็อาจจะมีผล
ข้างเคียงต่อผู้สูงอายุมากกว่าบุคคลทั่วไป
ประการที่สอง  ผู้สูงอายุอาจจะมีความไวต่อฤทธิ์ของยาบางชนิด (ตอบสนองต่อยาแต่ละชนิด) 
ได้มากกว่าคนทั่วไป   เช่น  ในกลุ่มของยาต้านชักบางตัว  หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
บางตัว  
พบว่าจะออกฤทธิ์ในผู้สูงอายุมากกว่าคนทั่วไป  ฉะนั้นการใช้ยาผู้สูงอายุ  แพทย์มัก
จะเริ่มจากยาที่ขนานต่ำๆ  ก่อน  ซึ่งเป็นขนาดยาที่ในกลุ่มคนทั่วไปอาจจะยังไม่ให้ฤทธิ์ 
แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้วอาจจะให้การรักษาได้ดี



ประการที่สาม  ผู้สูงอายุนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นหลายโรคในเวลาเดียวกัน  ยกตัวอย่างเช่น
 ความดันโลหิตสูงร่วมกับเบาหวาน  หรือมีโรคข้อเสื่อม  แล้วยังเป็นความดันกับเบาหวาน 
แถมตรวจเจอโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองอีก
เพราฉะนั้นผู้ป่วยสูงอายุหนึ่งรายอาจจะมีการใช้ยามากกว่าหนึ่งอย่าง  ซึ่งบางครั้งอาจจะใช้
ถึง 6-10  ชนิดร่วมกัน  ปัญหาต่างๆ  ก็อาจจะเกิดขึ้นได้
เช่น  ปัญหาแรกเลย  เรื่องของอันตรกิริยาระหว่างยา  หรือที่เราเข้าใจกันว่า  “ยาตีกัน”
ซึ่งไม่เฉพาะปฏิกิริยาระหว่างยากับยาเท่านั้นยังจะมีเรื่องยากับสมุนไพร  และยากับ
ผลิตภัณฑ์สุขภาพชนิดอื่นๆ  ซึ่งจะส่งผลถึงประสิทธิภาพของการรักษา  รวมทั้ง
อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่เข้ากันของยา  สมุนไพร  หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ



ฉะนั้นเวลาพบแพทย์ให้บอกเล่าหรือนำยาทุกชนิดที่ใช้ไปด้วยรวมทั้งผลิตภัณฑ์
สุขภาพชนิดอื่นๆ  ที่ใช้  เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น  นอกจากปัญหาของ
ยาตีกันการได้ยาซ้ำอาจเป็นไปได้  ในกรณีที่ผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา 
ซึ่งแพทย์แต่ละท่านก็ไม่ทราบว่าท่านใช้ยาอะไรอยู่  อาจจะใช้ยาที่ซ้ำซ้อนกันได้ 
นั่นหมายความว่าท่านอาจจะใช้ยาเกินขนาดและเกิดอันตรายได้
นอกจากนั้นเมื่อมีความเจ็บป่วยอื่นเกิดขึ้นเฉพาะครั้ง  เช่น  เป็นหวัด  หรืออะไรก็ตาม  ซึ่งอาจ
จะมีความจำเป็นต้องหายามาใช้เอง  ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังและควรปรึกษาเภสัชกรว่าจะมีปัญหา
กับยาที่ใช้เดิมหรือไม่  หรือมีปัญหากับโรคที่เป็นอยู่หรือไม่
เมื่อใช้ยาหลายตัวอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการใช้ยาเนื่องจากยาแต่ละชนิดมีวิธีการใช้
ไม่เหมือนกัน  ยาบางชนิดยุ่งยากขนาดที่ว่าแต่ละวันก็ใช้ขนาดยาไม่เท่ากัน  เช่น  วันนี้กิน
หนึ่งเม็ด  วันพรุ่งนี้กินครึ่งเม็ด  วันต่อไปกินหนึ่งเม็ด  สลับกันไปอย่างนี้



บางครั้งท่านก็สับสนว่าวันนี้ต้องกินกี่เม็ด  หรือยาบางตัว  กินแค่บางวันในสัปดาห์  ความสับสน
ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน  ฉะนั้นก็อาจทำให้เกิดการใช้ยาที่ผิดพลาดได้  อย่างนี้คงต้องมีการจัด
ระเบียบการใช้ยาเพื่อป้องกันความสับสน
ประการที่ 4  คือ  ความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยสูงอายุก็อาจเป็นเรื่องยากในบางท่าน
 เนื่องจากอย่างที่เรียนให้ทราบว่าอาจต้องมีการใช้ยาหลายชนิด  ความเบื่อหน่ายก็อาจจะ
เกิดขึ้น  นอกจากนั้นโรคบางโรคก็ไม่ได้มีอาการเด่นชัด  เช่น  เป็นเบาหวาน  มันไม่มีความ
รู้สึกว่าเป็นเบาหวาน  มันก็รู้สึกว่าเป็นปกติ  ไม่ได้มีอาการแสดง  ผู้สูงอายุอาจจะไม่เข้าใจว่า
ทำไมต้องมานั่งกินยาอย่างนี้ทุกวัน  ซึ่งเราก็ต้องทำความเข้าใจกับท่านถึงธรรมชาติของ
โรคต่างๆ  และเมื่อเข้าวัยชราการลืมรับประทานยาก็อาจเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติ  ฉะนั้น
ญาติหรือลูกหลานต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ

ประการสุดท้ายที่อยากจะเตือน  คือ  หลานท่านก็จัดว่ามีสุขภาพแข็งแรง  วัยหลังเกษียณ
ก็ยังกระฉับกระเฉง  ทำอะไรต่ออะไรเองได้แต่เมื่อเวลาผ่านไปท่านอาจจะไม่ทันรู้ตัวว่า
 เริ่มเชื่องช้าลง  ความจำระยะสั้นก็ไม่ค่อยดี  บางครั้งก็ไม่ต้องการรบกวนลูกหลานเวลาไป
โรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์และเวลารับยาจากห้องยา  แต่บางครั้งก็มีคำแนะนำมากมาย 
มีวิธีการใช้ยาที่แปลก  ท่านอาจจะฟังแล้วไม่สามารถเก็บข้อมูลทั้งหมดได้  ตัวหนังสือก็เล็ก 
ต้อกระจกก็ยังไม่ได้ผ่าทำให้การฟังการอ่านเป็นไปได้ยาก  บางครั้งอาจจะถึงเวลาที่ท่าน
ต้องมีคนไปเป็นเพื่อนเพื่อช่วยรับข้อมูล  จะได้ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำ
ของแพทย์  พยาบาลและเภสัชกรนะ
ภาพจากอินเทอร์เน็ต และข้อมูลจาก http://www.healthsecrecy.com

6 ยา กับ 3 วัย อันตรายที่คุณต้องรู้


คนเราไม่ว่ายากดีมีจนตั้งแต่เด็กจนแก่ เมื่อเกิดมาต่างก็ต้องเคยกินยากันแทบทั้งสิ้น เพราะยาถือเป็น 1 ใน 4 ปัจจัยสำคัญพื้นฐานของชีวิต อย่างไรก็ตามจากพฤติกรรมการซื้อยากินเอง การกินยา
พร่ำเพรื่อไม่ระมัดระวัง หรือไม่เกรงกลัวอันตรายของคนไทย ทำให้นำไปสู่ปัญหาการกินยาเกิน ปัญหา
การดื้อยา และปัญหาอันตรายต่อสุขภาพจนถึงชีวิต
 
ลองไปดูว่า คุณและคนใกล้ตัวของคุณเสี่ยง
อันตรายจากยาบ้างไหมและยาชนิดใดที่คุณต้องระวังให้มา

วัยเด็ก เนื่อง จากอวัยวะต่างๆ ของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กระบวนการทำลายพิษยาและ
การขับถ่ายของเสียไม่สมบูรณ์ ร่างกายของเด็กจึงไวต่อพิษยามาก ดังนั้นการใช้ยาในเด็กจึงต้อง
ระมัดระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะและยา แอสไพริน
1) ยาคลอแรมเฟนิคอล และเตตราซัยคลีน เป็น ยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้
กว้างขวางหลายชนิดเป็นตัวยาที่มี อันตรายร้ายแรงและไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในเด็กเล็ก
ยาคลอแรมเฟนิคอล อาจทำให้เกิดพิษต่อการสร้างเม็ดเลือด เช่น ลดการทำงานของไขกระดูก
ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง อาจมีเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำร่วมด้วย และอันตรายถึงชีวิต
จึงห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน ส่วนยาเตตราซัยคลีน อันตรายคือทำให้ฟันเป็นสีน้ำตาล
ถาวร ฟันหลุดร่วงเร็วกว่าปกติ และทำให้การเจริญเติบโตของกระดูกลดลง จึงไม่ควรใช้หรือ
ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หญิงมีครรภ์ และแม่ระหว่างให้นมลูก

2) ยาแอสไพริน (Aspirin) ที่ไม่กี่ปีมานี้กระทรวงสาธารณสุขสั่งห้ามขายให้เด็ก เพราะมี
อันตรายถึงชีวิต ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ อาจทำให้มีเลือดออกได้ การแพ้ยาแอสไพริน
มักเกิดอาการจากสมองและตับบาดเจ็บ อักเสบเสียหาย หรือชื่อทางการแพทย์ คือ กลุ่มอาการราย
(Reye′s syndrome) เป็นกลุ่มอาการมักเกิดในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
จากการแพ้ยาแอสไพรินซึ่งกินเพื่อลดไข้ โดยเฉพาะหากเด็กเป็นไข้เลือดออกจะทำให้เกิด
อันตรายถึงชีวิตได้



วัยผู้ใหญ่ วัย นี้ แม้ว่าจะดูสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่จากการทำงานหนักและการพักผ่อนไม่
เพียงพอทำให้อาจมีการใช้ยาทั้งในกลุ่มยา ปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาระบาย ยาลดความอ้วน ซึ่งถือ
ว่าอันตรายหากใช้ไม่ถูกวิธีและขนาด

1) ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวด และลดไข้ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด บางคนกินแก้หวัด
เพื่อป้องกันหวัด หรือแก้ปวดเมื่อย พาราเซตามอลมีข้อดีที่ไม่ระคายเคืองกระเพาะ แต่แท้จริงแล้ว
มีผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุด คือ การเกิดพิษต่อตับ หากใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป
ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การทานยาพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด
ตับอักเสบเฉียบพลัน และเกิดภาวะตับวาย ซึ่งอาการอาจรุนแรงถึงขั้นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ
หรือเสียชีวิต หากไปรับการรักษาไม่ทันท่วงที

2) ยาปฏิชีวนะ เป็น หวัด เป็นไข้ เจ็บคอ นอกจากยาพาราเซตามอลแล้ว ยาปฏิชีวนะหรือในชื่อ
เรียกง่ายๆ ว่า “ยาแก้อักเสบ” (ทั้งๆ ที่ไม่ถูกต้อง) เป็นอีกหนึ่งยาที่คนไทยชอบกิน จริงๆ แล้วเรา
ควรจะกินยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อ และ
ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดใดชนิดหนึ่งรักษาได้ผลเท่านั้น ไม่ใช่ว่าพอเป็นโรคติดเชื้อแล้วจะใช้ยาปฏิชีวนะ
ชนิดใดๆ ก็ได้ เช่น ถ้าเป็นเชื้อไมโคพลาสมา ต้องใช้อีริโทรไมซิน ถ้าเป็นเชื้อไวรัส โดยทั่วไป
ก็ไม่มียาที่ใช้ได้ผล เป็นต้น อย่าใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น หากต้องใช้ให้ใช้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา

วัยเกษียณ ปัจจุบัน คนไทยกำลังเข้าสู่โครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ ผู้สูงวัยจึงจำเป็นต้องเตรียม
รับมือกับโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องกินยาอย่างต่อเนื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุนั้น พบว่ามีความ
เสี่ยงหรือมีโอกาสที่จะได้รับอันตราย ได้มากกว่าบุคคลทั่วไป ลองไปดูว่า 2 ยาอันตรายที่ต้องระวัง
กันสุดๆ คือยาชนิดใด

1) ยาที่มีสารสเตอรอยด์ ผู้ สูงอายุมักมีอาการเจ็บป่วย ปวดเมื่อย ปวดแข้ง ปวดขา จึงพยายาม
หายาที่ลดอาการเหล่านี้มาใช้ แต่รู้หรือไม่ยาส่วนใหญ่ที่ช่วยลดอาการปวดจำนวนไม่น้อยมีสาร
สเตอรอยด์ผสม อยู่ เช่น ยารักษาโรคภูมิแพ้ ยารักษาโรคหอบหืดชนิดพ่นสูดทางปากได้แก่ เบโดร
เมธาโซน และบูเดโซไนด์ ยาหยอดตา ยาป้ายตา ยารักษาโรคไตบางชนิด ยารักษาข้ออักเสบ และ
ยาแก้แพ้ ยาลูกกลอน หากร่างกายได้รับสารนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดความผิดปกติ
ได้แก่ มีใบหน้าอ้วนกลมเหมือนดวงจันทร์ ลำตัวอ้วนเหมือนถังเบียร์ ผิวหนังมีรอย แตก ภาวะ
ความดันโลหิตตก ภูมิคุ้มกันลดลงติดเชื้อต่างๆ ง่าย เกิดเบาหวาน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้อกระจก
กระดูกพรุนและเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีโรคประจำตัว
ก่อนใช้ยาชนิดใดจึงควรปรึกษาแพทย์

2) กลุ่มยาแก้ปวด – ลดไข้ เช่น ไดพัยโรน และหรือยาที่มีไดพัยโรนผสม อาจเกิดผื่นแพ้หรือ
ผิวหนังอักเสบ และทำลายระบบเลือด เม็ดเลือดขาวต่ำ เม็ดเลือดแตก, เฟนิลบิวตาโซน และ
ออกซีเฟนิลบิวตาโซน อาจเกิดไขกระดูกฝ่อ เม็ดเลือดขาวต่ำ กระเพาะอาหารทะลุ อ่อนแรง
ผื่นขึ้น ปากเป็นแผล บวม, ยาแก้อักเสบ แก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) อาจทำให้เกิด
โรคกระเพาะ ชีพจรเต้นเร็ว บางคนอาจมีชีพจรช้า ใจสั่น ความดันเลือดสูง หายใจลึกแรง,
ยาแก้ปวดกับยากล่อมประสาท หรือยาคลายกล้ามเนื้อหดเกร็ง ยาคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง
อาจทำให้เกิดความดันในลูกตาสูง (อาจทำให้ตาบอดได้ถ้าเป็นโรคต้อหินอยู่ก่อนแล้ว)
ถ่ายปัสสาวะลำบาก เกิดการคั่งของปัสสาวะ โดยเฉพาะผู้ที่มีต่อมลูกหมากโต ปากคอแห้ง
ตื่นตกใจง่าย อ่อนเพลีย เป็นอันตรายถ้ากินร่วมกับสุรา
นอกจากนี้ยังมียาที่ต้องอาจทำให้เกิดปัญหาในผู้สูงอายุ อื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ไซเมทิดีน
(Cimetidine) ดิจ๊อกซิน (Digoxin) ยาขับปัสสาวะพวกไธอะไซด์ (Thiazide diuretics)
ยาลดความดันเลือด เช่น โพรพาโนลอล (Propranolol) ยาขยายหลอดลม เช่น ธีโอฟิลลีน
(Theophylline) ยาสงบประสาทและยานอนหลับ เช่น ไดอะซีแพม (Diazepam) ยาต้าน
การอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น อินโดเมธาซิน (Indomethacin) อะมิโนกลัยโคไซด์
(Aminoglycosides) เช่น กานามัยซิน (Kanamycin)
เป็นเพียงตัวอย่างยาของคน 3 วัยที่ต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม
พึงระลึกเสมอถึงอันตรายเมื่อจะใช้ยาชนิดใดก็ตาม เพราะยามีทั้ง “คุณอนันต์และ
โทษมหันต์” ในตัวของมันเอง


ภาพจากอินเทอร์เน็ต และข้อมูลจาก http://variety.teenee.com