วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

อาหารที่คนอดนอนควรกิน


เมื่อไรที่ร่างกายไม่ได้พักผ่อนตามเวลาจะทำให้ร่างกายเสียสมดุล ส่งผลให้เจ็บป่วยง่าย สังเกตอาการเหล่านี้ อาทิ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ท้องผูก ความดันสูง-ต่ำ ไม่สม่ำเสมอซึมเศร้า หากอดนอนมาก ๆ อาจทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ จนเกิดอาการประสาทหลอนได้ แต่หากเมื่อไรที่คุณมีเหตุจำเป็นให้ต้องอดนอน ก็ต้องหันมาใส่ใจเรื่องอาหารมื้อเย็นที่จะช่วยให้เราอยู่ดึกโดยไม่หมดพลังงานไปซะก่อน

อาหารที่เหมาะกับคนอดนอนคือ อาหารอุ่น ๆ ย่อยง่าย อย่าง ข้าวต้ม โจ๊ก ปลา ผัก หากระหว่างนั้นรู้สึกหิว ให้กินผลไม้หรือโยเกิร์ต ข่มใจไม่ดื่มกาแฟให้ได้ เพราะจะไปกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว วิงเวียนศีรษะ แม้แต่นมวัวก็ไม่ควรดื่ม เพราะมีไขมันสูง ใช้เวลาในการย่อยนาน 3-4 ชั่วโมง จะเป็นการรบกวนกระเพาะอาหาร

เมื่อตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่สดใส แนะนำให้อาบน้ำหรือแช่น้ำอุ่นจัด ๆ ประมาณ 3 นาที แล้วอาบน้ำเย็นอีก 2 นาทีสลับกันไป 3 รอบ ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น อาหารมื้อแรกควรเลือกทานข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ น้ำส้มคั้นสด ๆ องุ่นแดงทั้งเปลือก

ภาพจากอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://www.clinickhonaun.com


นวดให้ผอม กินให้เผาผลาญ




เรื่องของรูปร่างและสุขภาพ คือสิ่งที่ผู้หญิงทุกเพศทุกวัยให้ความใส่ใจ และส่งผลให้เกิดเทรนด์การดูแลรูปร่างและการกินเพื่อสุขภาพขึ้นหลายรูปแบบ

เทคนิคการลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร หรือพึ่งพาศัลยกรรม เพียงแต่ยึดหัวใจหลัก 2 ข้อ นั่นคือการรับประทานอาหารอย่างถูกวิธีหรือที่เรียกว่า “โภชนาการบำบัด” และการนวดเพื่อให้เรือนร่างเข้ารูปทรงหรือ “การปั้นแต่งเรือนร่าง” ให้สวยเหมาะสม

นวดให้ผอม เคล็ดลับเฉพาะอยู่ที่เทคนิคการนวดละลายไขมัน เป็นการนวดตามแนวกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของโลหิต และน้ำเหลือง ช่วยให้ไขมันแตกตัว พร้อมจะนำไปเผาผลาญ คือ ทั้งยังช่วยผลักดันเนื้อที่เป็นส่วนเกินให้กลับเข้าที่ ทำให้รูปร่างมีส่วนโค้งส่วนเว้า ผิวพรรณสดใส และยังช่วยให้ทรวงอกอวบอิ่มขึ้นได้ด้วย โดยการนวนนั้นควรได้รับการนวดบ่อยครั้งในช่วงแรก แล้วจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหากนวดประมาณ 3-4 ครั้งภายใน 2 สัปดาห์

กินให้เผาผลาญ การรับประทานอาหารที่ถูกวิธีไม่ใช่การอดอาหารหรือรับประทานแบบนับจำนวนแคลอรี่ แต่ต้องเริ่มจากการเรียนรู้ระบบย่อยของอาหารแต่ละประเภท และรับประทานอาหารให้ครบ 6 หมู่ ในจำนวนที่เหมาะสมตามสัดส่วนการใช้งาน โดยเน้นให้มีปริมาณโปรตีนถึงระดับ เพราะหากน้อยไปอาจส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ไม่เต็มที่ เช่น มื้อเช้าควรรับประทานโปรตีนประมาณ ? ฝ่ามือ มื้อกลางวัน ? ฝ่ามือ มื้อเย็น 1 ฝ่ามือ หรือหากอยากรับประทานขนมเค้ก ก็เพียงตัดข้าวออกไปครึ่งหนึ่ง เพื่อแทนที่กัน เป็นต้น โดยหลักการนี้เรียกว่า “บาลานซ์ฟู้ด” หรือรับประทานให้สมดุลกับการที่ร่างกายจะนำไปใช้ และไม่เกิดการสะสม คือไปอ้วนนั่นเอง


ภาพจากอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://www.clinickhonaun.com

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

10 อาหารที่ควรเลี่ยง...ถ้าอยากฉลาด




ใครอยากมีสมองดี แค่เลือกรับประทานก็ช่วยบำรุงสมองเราได้ มาดูดีกว่าว่าเราควรจะเลี่ยงอาหารอะไรกันบ้าง


 ฟาสต์ฟู้ด  อาหารจานด่วนอิ่มเร็วอิ่มไว อย่างพวกแฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด แซนด์วิช อาหารเหล่านี้รสชาติดีก็จริง แต่ทำให้สมองเราทำงานช้าลง
 
อาหารที่มีเกลือเยอะ  โซเดียมในเกลือนอกจากจะทำให้ตัวเราบวมน้ำแล้วยังทำให้ระบบประสาทเกิดความขัดข้องได้ด้วย
 
อาหารดัดแปลง  อาหารพวกมันฝรั่งทอด ขนมอบกรอบ ไส้กรอก ซีเรียล อาหารเหล่านี้จะมีสารเคมีอันตรายต่อสมองหากทานเยอะและต่อเนื่อง
 
โยเกิร์ตแบบมีรสต่างๆ  โยเกิร์ตประเภทนี้มีเคมีที่อันตรายต่อสมอง ถ้ายังอยากทานโยเกิร์ตเราแนะนำโยเกิร์ตรสธรรมชาติจะเวิร์คที่สุด
 เครื่องดื่มบำรุงกำลัง  เครื่องดื่มประเภทนี้มีสารกระตุ้นให้สมองตื่นตัว แต่มันทำให้สมองเฉื่อยซึมลงทันทีเมื่อฤทธิ์ของสารกระตุ้นหมดไป
 พิซซ่า  เห็นหน้าพิซซ่าครบเครื่องแบบนี้ แต่ส่วนประกอบที่มีทั้งแป้ง เกลือ อาหารดัดแปลงที่ใช้ทำให้สมองเราเฉื่อยชาได้เลย
 อาหารทอด  อาหารประเภทของทอดทุกรูปแบบมักจะใช้น้ำมันที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อการทำงานของสมองเรา
 น้ำสลัด  น้ำสลัดมีส่วนผสมของน้ำตาลสูง ทำให้สมองเรียนรู้ช้า ดังนั้นราดน้ำสลัดน้อยๆ หรือเปลี่ยนชนิดของน้ำสลัดดูบ้างก็ดีค่ะ
ข้าวโพดคั่ว  จะเรียกว่าป๊อบคอร์นก็ไม่ว่ากันค่ะ ข้าวโพดคั่วส่วนใหญ่จะมีระดับโซเดียมสูงมาก และสำหรับข้าวโพดคั่วรสชาติใหม่ๆ ที่เราอาจจะเคยลองกันมาแล้วเวลาไปดูหนัง รสชาติเหล่านี้เกิดจากสารสังเคราะห์ ซึ่งทั้งโซเดียมและสารสังเคราะห์เหล่านี้สกัดกั้นการทำงานของสมองอย่างเป็นระบบนั่นเอง
 ข้าวโอ๊ตอบแห้ง  บางบ้านเลือกที่จะทานข้าวโอ๊ตอบแห้ง ผสมกับลูกเกด ผสมไม้ และใส่นมนิดหน่อยเป็นอาหารเช้า เหมือนจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วมันมีน้ำตาลสูงมากและเมื่อทานติดต่อกันนานๆ รับรองว่าน้ำตาลไปขัดขวางการทำงานของสมองแน่นอน

ใครอยากสมองดี เลือกทานกันหน่อยนะคะ หรือถ้ายังอยากทานก็เอาแค่พอให้รู้รสก็พอ แล้วบวกกับการออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างพียงพอ รับรองว่าสมองแล่นฉิว เรียนรู้ไว ฉลาดคิดแน่นอนค่ะ 



ภาพและข้อมูลจาก http://variety.teenee.com

โรคใหม่ Sleep Texting ในหมู่วัยทีน

            เนื่องจากตอนนี้ ในหมู่วัยรุ่น รวมถึงเด็กที่อายุน้อยๆ ต่างก็มี สมาร์ทโฟน ไว้ใช้กันแทบทุกคนแล้ว! ซึ่งในปัจจุบันนี้ Social Network ถือได้ว่าเป็นอวัยวะที่ 33 ของเรา (เกือบทุกคน) ขาดไปไม่ได้ซะแล้ว ไม่ว่าจะ Facebook , Line , Instagram เป็นต้น ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไร ก็ต้องมีทือถือติดตัวตลอดเวลา ..

        ในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริ (จำนวนมาก) กัน นั้น ติด สมาร์ทโฟน กันงองแงม ต้องติดตัวอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เกิดพฤติกรรมชนิดหนึ่งขึ้นมามีชื่อว่า สลีฟ เท็กซ์ติง” (Sleep Texting) ซึ่งในขณะนี้แพร่ระบาดมาก
  • อาการของพฤติกรรม “สลีฟ เท็กซ์ติง” (Sleep Texting) นี้ก็คือการส่งข้อความตอบกลับทุกครั้งที่ได้รับข้อความใหม่เข้ามา ถ้าเป็นเวลาปกติมีสัมปชัญญะก็ไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่อาการนี้จะไม่เว้นแม้แต่ยามหลับ ก็จะสามารถตอบกลับข้อความที่เข้ามาใหม่ได้ แต่เนื่องด้วยอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น จึงทำให้ไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำการตอบกลับข้อความที่ได้รับในขณะหลับ ซึ่งก็คล้ายกับการนอนละเมอนั่นเอง (บางคนส่งกันตั้งแต่ยังไม่ง่วง เริ่มง่วง ง่วงแล้ว หลับแล้วก็ยังส่ง!)
  •  พฤติกรรม  สลีฟ เท็กซ์ติง” (Sleep Texting) ข้อความส่วนใหญ่ที่ตอบกลับไปนั้น มักไม่ได้ผ่านกระบวนความคิดจึงทำให้เป็นข้อความที่มักจะไม่มีความหมาย หรือมีความหมายที่ไม่เหมาะสมเป็นต้น  เช่น การส่งข้อความบอกคิดถึงคนรักเก่า โดยเมื่อตื่นขึ้นมา พวกเขาก็จะจำอะไรเลยด้วย
  • แต่ที่สำคัญ พฤติกรรม  สลีฟ เท็กซ์ติง” (Sleep Texting) นี้จะก่อผลร้ายต่อสุขภาพด้วย!! เนื่องจากเป็นการรบกวนการนอนหลับ ทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม เกิดภาวะซึมเศร้า และมีโรคอ้วนตามมาโดยไม่รู้ตัวได้ด้วยค่ะ
 teen.mthai เชื่อว่า เพื่อนๆหลายคนก็คงจะเคยเป็นกันแน่ๆ หากใครเป็นแบบนี้ บรรดาคุณหมอแนะนำให้ อยู่ห่างไกลกับโทรศัพท์ หรือ เทคโนโลยีต่างๆ อย่างน้อย 4 วัน จะค่อยๆผ่อนคลายจากอาการนี้ Dr David Cunnington จาก Melbourne Sleep Disorder Centre in Australia แนะนำให้วางโทรศัพท์ไว้นอกห้องนอน และให้ความสำคัญกับการนอนเมื่อถึงเวลานอน

ภาพจากอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก  http://teen.mthai.com

ห้ามกินยากับเครื่องดื่มต่อไปนี้



เภสัชกรแนะนำว่า การกินยากับน้ำเปล่า ปลอดภัยกว่า หากกินยากับเครื่องดื่มอื่นๆ อาจส่งผลกับร่างกาย ดังนี้

          r น้ำส้ม อาจยับยั้งเอ็นไซม์ ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงยาบางชนิด ให้ร่างกายนำไปใช้ ทำให้ยามีประสิทธิภาพน้อยลง แต่ออกฤทธิ์ข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ มากขึ้น

          r ชา กาแฟ เครื่องดื่มโคล่า การบริโภคคาเฟอีนเป็นประจำขณะกินยารักษาโรคหอบหืด จะทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น คาเฟอีน ทำให้กระเพระอาหารระคายเคือง

          r นม แคลเซียม จะยับยั้งการดูดซึมปฏิชีวนะ บางชนิด

          r แอลกอฮอล์ ทำให้ตับเสียหายได้หากดื่มเป็นประจำร่วมกับยาแก้ปวดอะเซตามิโนเฟน ลดประสิทธิภาพยารักษาอาการซึมเศร้า

          r เครื่องดื่มที่มีเส้นใยพืช ใยพืชอาจไปจับกับบาได้มากมายหลายชนิด ทำให้ยาเหล่านั้นมีประสิทธิภาพลดลง

          อย่าลืมกินยาตามคำแนะนำที่เภสัชกรเขียนไว้ที่ซองยา ให้ตรงตามเวลา ครบถ้วนตามที่จัดยามาให้ จะทำให้หายจากการป่วยโดยเร็ว ยาบางอย่างหากดินผิดเวลา ก็ทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือไม่ได้ผลเต็มที่ได้ เช่น การกินยาก่อนอาหาร ก็ต้องกินก่อน 15-30 นาที เพื่อให้ออกฤทธิ์ตอนท้องว่าง ยาหลังอาหารต้องกินหลังอาหารทันที เพื่อไม่ให้กัดกระเพาะอาหาร เป็นต้น และเวลากินยา ใช้น้ำเปล่า สะอาดๆ ดีกว่าแน่นอน



ภาพจาก อินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://www.prd.go.th

ทำไง เมื่อลืมกินยาตามเวลา


ถ้าคุณเิกิดลืมกินยาตามเวลาที่ต้องกินจะทำอย่างไรดี ขั้นแรกต้องดูก่อนว่าเป็นยาที่มีวิธีการกินอย่างไร (ก่อนอาหาร หลังอาหาร  หลังอาหารทันที หรือพร้อมอาการ  ก่อนนอน)  แล้วก็อ่านรายละเีอียดตามข้างล่างได้เลยค่ะ 

1.ถ้าลืมกิน…ยาก่อนอาหาร 

วิธีแก้ : ยาจำพวกนี้จะดูดซึมได้ดีขณะที่ห้องว่าง ดังนั้นหากลืมกินก่อนอาหารให้กินหลังอาหารอีกทีเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 2 ชั่วโมง กระเพาะจะใช้เวลาในการย่อยอาหารประมาณ 2 ชั่วโมง
หลักการที่ถูก : ควรกินก่อนอาหาร ประมาณ 30-60 นาที

2. ถ้าลืมกินยาหลังอาหาร 

วิธีแก้ : รีบกินทันทีที่นึกได้ แต่หากเลยหลังอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง ให้หาของว่างรองท้อง แล้วกินยามื้อที่ลืม แต่ถ้าใกล้เวลากินมื้อต่อไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเลย ไม่ควรกินยาเป็น 2 เท่า เด็ดขาด! 
หลักการที่ถูก : ควรรับประทานหลังอาหาร ประมาณ 15-20 นาที

3.ถ้าลืมกินยาหลังอาหารทันที/ยากินพร้อมอาหาร 

วิธีแก้ : ยาประเภทนี้มีฤทธิ์กัดกระเพาะ อาจทำให้ท้องอืดแน่นหรือคลื่นไส้อาเจียน ถ้ากินตอนท้องว่าง ดังนั้นควรทำเหมือนกรณีลืมกินยาหลังอาหารทุกประการ 
หลักการที่ถูก : ควรกินทันทีหลังอาหารคำสุดท้าย

4. ถ้าลืมกินยาก่อนนอน 

วิธีแก้ : ลืมแล้วก็ปล่อยให้ลืมไป ไม่ต้องกินซ้ำอีกครั้งในตอนเช้า หรือตามไปกินซ้ำ 2 เท่า ในช่วงก่อนเข้านอนของอีกวัน 
หลักการที่ถูก : กินแล้วควรเข้านอนทันที (ยาประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นยาคลายประสาท ทำให้ง่วงนอน จึงอาจเกิดอุบัติเหตุได้ถ้าไม่อยู่เป็นที่เป็นทาง)



ฉะนั้นครั้งหน้าถ้าลืมกินยาเมื่อไหร่ อย่าลืมนำวิธีแก้ที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้
ภาพจาก อินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://women.postjung.com


อาหารประเภทไหนที่ทำให้คนอเมริกันอ้วนมากที่สุด



สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีประชากรอ้วนมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคภัยตามมาอีกมากมาย การที่คนอเมริกันอ้วนขึ้น ส่วนใหญ่น้ำหนักมักจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี (ปีละครึ่งถึง ๑ กิโลกรัม) พูดง่ายๆ คือ น้ำหนักค่อยๆ เกินจนอ้วนเรื้อรังมากกว่าอ้วนเฉียบพลัน เช่น พุงยื่นหลังเกษียณ ตุ้ยนุ้ยหลังคลอด เป็นต้น 
ดังนั้น การลดน้ำหนัก ลดรอบเอว จึงไม่ใช่การลดระยะสั้น ๓ เดือน ๖ เดือน แต่เป็นการลดน้ำหนักตลอดไป จึงจำเป็นต้องรู้ว่า อาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่คนอเมริกันชอบกิน ชอบดื่ม ชอบบริโภคแล้วทำให้อ้วนกันถ้วนหน้า

การศึกษาไปข้างหน้า ๓ การศึกษาใหญ่ในชาย-หญิงอเมริกันวัยกลางคน จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ กว่าคน ที่ไม่มีโรคเรื้อรังและไม่อ้วนตอนเริ่มเข้าการศึกษา และติดตาม ๓ ช่วง คือ ช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๕๒๙-๒๕๔๙, ๒๕๓๔-๒๕๔๖ และ ๒๕๒๙-๒๕๔๙ และประเมินน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงกับพฤติกรรมสุขภาพทุกๆ ๔ ปี พบว่าทุก ๔ ปี ชาวอเมริกันกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ๓.๓๕ ปอนด์ (๑.๕ กิโลกรัม) 
จากแบบบันทึกประเภทอาหารที่กินต่อวัน พบว่าการกินมันฝรั่งทอดทำให้น้ำหนักเพิ่มเฉลี่ย ๑.๖๙ ปอนด์ (๐.๗๖ กิโลกรัม) มันฝรั่งเพิ่ม ๑.๒๘ ปอนด์ (๐.๕๘ กิโลกรัม) เครื่องดื่มผสมน้ำตาล (เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม) เพิ่ม ๑ ปอนด์ (๐.๔๕ กิโลกรัม) เนื้อแดงไม่ปรุงแต่ง (เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว) เพิ่ม ๐.๙๕ ปอนด์ (๐.๔๓ กิโลกรัม) เนื้อแดงปรุงแต่ง (เช่น ไส้กรอก หมูแฮม เบคอน) เพิ่ม ๐.๙๓ ปอนด์ (๐.๔๒ กิโลกรัม) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินอาหารดังกล่าว 

ส่วนอาหารที่ช่วยลดโอกาสน้ำหนักเพิ่ม ได้แก่ ผัก ลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ ๐.๒๒ ปอนด์ (๐.๑ กิโลกรัม) ผลไม้ (ไม่หวานจัด) ลด ๐.๔๙ ปอนด์ (๐.๒๒ กิโลกรัม) ธัญพืช (เต็มเม็ด) ลด ๐.๓๗ ปอนด์ (๐.๑๗ กิโลกรัม) ถั่วประเภทต่างๆ ลด ๐.๕๗ ปอนด์ (๐.๒๖ กิโลกรัม)
นอกจากนี้ ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายมากที่สุด (เทียบกับผู้ที่มีกิจกรรมทางกายน้อยสุดใน  ๕ กลุ่ม) เพิ่มโอกาสลดน้ำหนักได้เฉลี่ย ๑.๗๖ ปอนด์ (๐.๘ กิโลกรัม)
ผู้ที่นอนน้อยกว่า ๖ ชั่วโมงต่อคืนหรือมากกว่า ๘ ชั่วโมงต่อคืน น้ำหนักจะมีโอกาสเพิ่มมากกว่าผู้ที่นอน ๖-๘ ชั่วโมงต่อคืน
ทุกๆ ๑ ชั่วโมงต่อวันที่นั่งๆ นอนๆ ดูโทรทัศน์ โอกาสที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น ๐.๓๑ ปอนด์ (๐.๑๔ กิโลกรัม)
สรุปว่า การกินอาหารหรือเครื่องดื่ม “หวาน มัน ทอด” เนื้อแดง ปรุงแต่งมากเกิน (อาหารอร่อยเกิน) การขาดกิจกรรมทางกายที่มากพอ นั่งๆ นอนๆ ดูโทรทัศน์มากเกินไป (สบายเกิน) นอนมากไปหรือน้อยเกินไป เป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนอเมริกันมีน้ำหนักเกินและอ้วน 

ส่วนคนไทยก็คงไม่ต่างกันมาก ไม่ใช่กิน “ข้าว” แล้วทำให้น้ำหนักขึ้น เหมือนอย่างที่หลายๆ คนชอบโทษว่า “อาหารหลักของคนไทย” ทำให้อ้วน แต่การกิน “กับข้าว” ที่หวานเกิน มันเกิน เนื้อสัตว์ล้นเกิน และการอยู่สบายเกินต่างหาก ที่ทำให้คนไทยอ้วน เพราะคนไทยโบราณกินข้าว กินผัก กินปลา มากี่ร้อย กี่พันปี ก็ไม่เห็นจะอ้วนมาก เหมือนคนสมัยนี้ที่กินข้าวแล้วกลัวอ้วน ไม่ยอมกินผัก กินปลา เพราะเหม็นเขียว เหม็นคาว

เพิ่มเติมตารางคำนวณแคลอลี่สำหรับอาหารประเภทต่างๆ สำหรับคนไทยนะคะ





ภาพจาก อินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://www.doctor.or.th

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

'นอนกรน-หยุดหายใจ'ทำร่างกายขาดออกซิเจน




'แพทย์มช.' เตือนภัยเงียบจากการ 'นอนกรน-หยุดหายใจ' ระบุทำร่างกายรับออกซิเจนไม่เพียงพอ ชี้หากเกิดในเด็กจะทำให้พัฒนาการทางสมองและร่างกายไม่ดี-เสี่ยง 3 โรค


                       เมื่อ26 เม.ย.56 ผศ.พญ.นันทิการ์ สันสุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปกติจะพบการนอนกรนร้อยละ 20 ของคนทั่วไป ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ซึ่งการนอนกรนเป็นเสียงที่เกิดจาการสั่นสะเทือนของอวัยวะทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ผนังคอหอย และลิ้น เมื่อมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้นทำให้ลมหายใจผ่านลงไปไม่สะดวก เกิดการหมุนวนของกระแสลม และอวัยวะของทางเดินหายใจสั่นสะเทือนจึงเกิดเสียงกรนขึ้น

                       ประเภทของการนอนกรน
                       โดยการนอนกรนมีทั้งหมด 2 ประเภท คือ 1.การนอนกรนธรรมดา มีการตีบแคบลงของทางเดินหายใจขณะนอนหลับบางส่วน ซึ่งทำให้เกิดเสียงรบกวนแก่ผู้ร่วมห้องนอน จัดเป็นชนิดไม่อันตราย ส่วนประเภทที่ 2.การนอนกรนที่มีการหยุดหายใจร่วมด้วย เนื่องจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจขณะนอนหลับทำให้เกิดการหยุดหายใจ จึงทำให้เสียงกรนไม่สม่ำเสมอ อาจมีการสะดุ้งตื่น กลั้นหายใจ หายใจแรงหรือสำลักร่วมด้วย ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

                        ผลเสียของการนอนกรน
                       โดยผลเสียจากการนอนกรนที่มีการหยุดหายใจร่วมจะทำให้ง่วงนอนตอนกลางวัน มีผลต่อการเรียน การทำงานหรืออาจเกิดอุบัติเหตุในการขับรถหรือควบคุมเครื่องจักรกล ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความจำลดลง หงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ หากเกิดในเด็กจะมีพัฒนาการของสมองและร่างกายไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

                       การป้องกันหรือแก้ไข
                     ผศ.พญ.นันทิการ์ กล่าวต่อว่า สำหรับวิธีการรักษาการนอนกรนนั้นทำได้หลายทาง ทั้งการควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ด้วยการจำกัดปริมาณและชนิดอาหาร การออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้ง่วง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท และยาแก้แพ้ชนิดง่วง และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
                       นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนหงายให้นอนในท่าตะแคงข้างและนอนศีรษะสูงเล็กน้อยแทน การรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และไซนัสอักเสบ การรักษาด้วยการจี้คลื่นความถี่วิทยุ (RF) เพื่อให้เนื้อเยื่อของทางเดินหายใจหดตัวลงและทางเดินหายใจกว้างขึ้น รวมทั้งการผ่าตัดทอนซิลและอะดีนนอยด์ในเด็กที่มีต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โต

ภาพและข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net/

กินอาหารกากใย จะไร้โรคอัมพาต


นักวิจัยที่นำเอารายงานผลการศึกษาความเกี่ยวพันของการบริโภคอาหารที่มีกากใย กับโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเท่าที่จะหาได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์เป็นครั้งแรก ทำให้รู้ว่าผู้ที่กินอาหารแบบนี้จะไม่ค่อยตกเป็นเหยื่อของโรคอันตราย

นักวิจัยมหาวิทยาลัยลีดส์กับคณะ ได้รวบรวมรายงานการศึกษา ซึ่งเกี่ยวโยงกับผู้คนทั้งหมดมากถึง 500,000 คน

พวกเขาได้ทราบข้อมูลว่า หากสามารถกินอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้นได้วันละทุกๆ 7 กรัม จะช่วยป้องกันโรคได้ถึงร้อยละ 7 การกินกากใยอาหารเพิ่ม 7 กรัม จะเทียบเท่ากับกินขนมปังทำจากแป้งสาลีที่โม่ทั้งเมล็ด 2 แผ่น

ในอเมริกาจะมีผู้ป่วยด้วยโรคลมอัมพาตปีละเกือบ 800,000 ราย และเสียชีวิต 130,000 ราย เนื่องด้วยเส้นเลือดสมองอุดตัน.


ภาพจากอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th

มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบแล้วหยุดไม่ได้


เหตุใดเราถึงไม่อาจหยุดกินมันฝรั่งทอดกรอบได้ เหมือนดังกับที่คนเรือนล้านทั่วโลกเป็นกันอยู่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบสาเหตุว่าเพราะตกเป็นทาสของโรคการกินเกินปกติที่ให้ความสุข

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเยอรมันได้ศึกษาพบสาเหตุ โดยการศึกษากับหนูทดลองให้หมู่หนึ่งกินมันฝรั่งแผ่นบางๆทอดกรอบ กับอีกหมู่หนึ่งกินอาหารเม็ดจืดๆธรรมดา พร้อมกับถ่ายภาพสมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าสังเกตดูปฏิกิริยาของสมองด้วย

พวกเขารายงานว่า จากปฏิกิริยาของสมองของหนูแสดงว่าสมองของมันจะติดใจในมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบมากกว่าอย่างอื่น แม้ว่าจะให้มันกินอาหารที่มีไขมันและแป้งอย่างเดียวกันกับที่มีอยู่ในมันฝรั่งแผ่นบางทอดกรอบ ก็ยังสู้ไม่ได้


นักวิจัยอธิบายว่า โรคของการกินเกินปกติเพื่อความสุขเป็นสาเหตุที่ทำให้เราหยุดกินไม่ได้ แม้จะรู้สึกอิ่มแล้วก็ตาม เป็นเพราะมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบออกฤทธิ์กระทบต่อศูนย์ความพอใจในสมองมากกว่า
ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ความคิดว่าหากสามารถหาวิธีควบคุมศูนย์ความพอใจของสมองได้ จะสามารถคิดยาหรือ อาหารไปสกัดกั้นไม่ให้มีขนมหรืออาหารอย่างใดไปทำให้ศูนย์สมองหลงละเมอขึ้นได้.


ภาพจากอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th

การผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมกับอาการลิ่มเลือดอุดตันในปอดฉับพลันขณะผ่าตัด




       ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ สุดเศร้ารดน้ำศพ "แม่สุวรรณี" หลังเสียชีวิตกะทันหัน จากอาการลิ่มเลือดไปอุดตันในเส้นเลือดขณะผ่าตัดเข่า เผยไม่ขอเอาผิดกับใครหรือผ่าศพพิสูจน์


            สร้างความตกใจให้แฟนๆ เมื่อนางสุวรรณี โชติชัยชรินทร์ มารดาของ นายศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ หรือ "ซี" พระเอกชื่อดัง ได้เสียชีวิตเนื่องจากอาการลิ่มเลือดไปอุดตันในเส้นเลือด หลังจากเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่าที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา
         
            จากข่าวข้างต้น ทำให้เป็นที่กังขากันว่าแค่ผ่าตัดเข่าแล้วถึงตายเลยหรือ เรามาดูกันดีกว่าว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะเกิดเหตการณืแบบนี้ขึ้นจากบทความข้างล่างนี้

           

ไร้สัญญาณบอกเหตุ ‘ลิ่มเลือดอุดตันในปอดฉับพลัน’ จากการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม

สำหรับในประเทศไทย การผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทุกวันนี้ด้วยจำนวนประชากร และพัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก จึงทำให้คนเรามีอายุยาวนานขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อยืดอายุตัวเองได้มากขึ้น ภาวะที่จะเกิดความเสื่อมของร่างกายจึงมีมากตามไปด้วย 

ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายซึ่งนับวันจะมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนใหญ่จะเกิดกับกลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เมื่อผู้ป่วยตัดสินใจผ่าตัดรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมแล้ว ต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ซึ่ง นายแพทย์พิพัฒน์ องค์น้ำทิพย์ศัลยแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานีอธิบายว่า

โดยทั่วไปการผ่าตัดทุกอย่างล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น แต่สำหรับการผ่าตัดข้อเข่านั้น ส่วนใหญ่มักจะพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมีโรคประจำตัวอยู่ด้วยแล้ว อาทิ โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน เป็นต้น ดังนั้นคนไข้ต้องมีความพร้อมสมบูรณ์แข็งแรงที่สุด แพทย์ต้องเช็กทุกระบบในร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียด ซึ่งที่เน้นก็คือระบบหัวใจ และโรคประจำตัวที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ก่อนหน้านี้ 
ส่วนเรื่องของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในขณะผ่าตัดข้อเข่านั้น ก็เป็นความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้ สาเหตุนั้นเกิดจากเลือดในเส้นเลือดดำเกิดการแข็งตัวจนเป็นลิ่มที่บริเวณขาข้างที่จะทำการผ่าตัด ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ขาของผู้ป่วยจึงมีอาการบวมขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือลิ่มเลือดที่เคยเกาะอยู่ที่ขาเกิดหลุดลอยไปที่ปอด เกาะอยู่ตามเส้นเลือดฝอย ทำให้ผู้ป่วยหายใจไม่สะดวก ปอดไม่สามารถรับออกซิเจนเข้าไปได้ ทั้งนี้ระยะเวลาในการเดินทางของลิ่มเลือดสู่ปอดนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าใช้เวลานานแค่ไหน อาจเกิดภายในไม่กี่วันหลังผ่าตัด หรือนาน 2-3 เดือนก็เป็นไปได้"

นายแพทย์พิพัฒน์ เผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรุนแรงของภาวะนี้ว่า นอกจากนี้ปริมาณของลิ่มเลือดที่เข้าไปอุดตันในปอดก็มีส่วนสำคัญมาก ถ้ามีปริมาณลิ่มเลือดที่เข้าไปเล็กน้อยความเสียหายของปอดก็จะไม่มากนัก แต่ถ้าเข้าไปปริมาณมาก โอกาสที่ผู้ป่วยจะหายใจไม่ออกก็ยิ่งมากขึ้น จะมีอาการหอบ เหนื่อย หายใจเร็วและถี่  ซึ่งอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต โรคลิ่มเลือดอุดตันในปอดจึงมีความรุนแรง และเกิดขึ้นฉับพลัน ไม่มีใครทราบได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แพทย์ต้องให้การป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้ เช่นการให้ผู้ป่วยได้เคลื่อนไหว ขยับตัวเร็วขึ้น หรือหากมีปัจจัยเสี่ยงมาก แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เพื่อลดโอกาสจากโรคนี้ให้เกิดน้อยที่สุด

อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมีความกังวล แต่ความจริงแล้วการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดนั้นถือเป็นวิธีที่ปลอดภัย เพราะโอกาสที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันปอดนั้นมีน้อยมาก โรคข้อเข่าเสื่อมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงยังมีความมั่นใจที่จะรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะความทรมานทางกายจากอาการปวด, ขาโก่ง เดินไม่ได้นั้นมีผลต่อคุณภาพชีวิตสูงมาก จากเดิมที่ช่วยเหลือตัวเองไม่สะดวกก็กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ คุณภาพชีวิตหลังผ่าตัดมันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ 

ขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์พิพัฒน์ องค์น้ำทิพย์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี

ภาพและข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

เผย 4 โรคภูมิแพ้สุดฮิตของคนไทย


 โรคภูมิแพ้เป็นหนึ่งในภาวะเรื้อรังที่พบมากที่สุดทั่วไทย และจากการวิจัยของ บริษัท บู๊ทส์ (รีเทล) ประเทศไทย จำกัด พบว่าร้อยละ 70 ของผู้ที่มีอาการภูมิแพ้จะดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้นโดยการปรึกษาเภสัชกร ซึ่งการให้ข้อมูลและความรู้แก่ผู้ป่วยโดยเภสัชกรประจำร้านขายยาก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นบู๊ทส์จึงร่วมมือกับบริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด ในการอบรมเภสัชกรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ลูกค้าสามารถรับบริการปรึกษาเรื่องโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจและผิวหนังเบื้องต้น กับเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ได้ที่ร้านบู๊ทส์ ทุกสาขา
                     โดยได้เชิญ แพทย์หญิงอังครัตน์ ศุภชัยศิริกุล ฝ่ายอายุรกรรมโรคข้อและภูมิแพ้ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ว่า โรคภูมิแพ้เป็นหนึ่งในภาวะเรื้อรังที่พบมากที่สุดทั่วไทย โดยเริ่มเกิดขึ้นในระยะแรกตั้งแต่วัยทารก หรือเด็กเล็ก และบ่อยครั้งที่จะอยู่ไปจนตลอดชีวิต โดยโรคที่เกี่ยวกับภูมิแพ้ที่เด็กไทยเป็นมากที่สุดคือ ภูมิแพ้อากาศ 40 เปอร์เซ็นต์ โรคหอบหืดถึง 13 เปอร์เซ็นต์ ภูมิแพ้ผิวหนัง 10-15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโรคภูมิแพ้ที่คนไทยเป็นมากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่ โรคภูมิแพ้อากาศ โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โรคภูมิแพ้อาหาร และโรคภูมิแพ้ยา โดยโรคภูมิแพ้แต่ละชนิดก็มีอาการบ่งชี้ของอาการ
                     เริ่มจาก โรคภูมิแพ้อากาศ มีอาการทางจมูกซึ่งเกิดจากเยื่อบุจมูกอักเสบ คัดจมูก น้ำมูกใสๆ ไหล จาม คันจมูก คัดแน่น เป็นหวัดบ่อยๆ คันหัวตา คันขอบตา คันรูหู คันเพดานปาก แต่สำหรับผู้มีอาการเรื้อรังจะจามมากในตอนเช้าทุกวัน ขอบตาคล้ำด้านล่าง เกิดการหดเกร็งของหลอดลม-หอบหืด เพราะเจอสารก่อภูมิแพ้อย่างไรฝุ่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง อาการบ่งชี้คือจะมีอาการคันมากจากการเป็นลมพิษ ผื่นแดง คันตามตัวเฉพาะตอนบ่าย-เย็น บางคนเกาเรื่อยๆ จนผิวแห้งและมีอาการผิวหนาเรื้อรัง ต้องรักษาด้วยการทายาให้ผื่นจางลง มักเป็นเกิน 1 วัน

                  โรคภูมิแพ้อาหาร ส่วนใหญ่คนจะแพ้เมื่อรับประทานนมวัว ไข่ และอาหารทะเล อาการจะคันคอ ลามถึงในคอ คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืดท้องเสีย ผื่นแดง หรือหายใจติดขัด และ โรคภูมิแพ้ยา กระทบกับการทำงานของหลายระบบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแพ้ โดย 1) อาการแพ้อ่อนๆ อาจมีเพียงลมพิษ ผื่นคัน หรือมีผื่นแดง จุดแดงหรือตุ่มใสเล็กๆ ขึ้นทั่วตัว หน้าบวมหนังตาบวม ริมฝีปากบวม มักเกิดจากการกินยาเม็ด เช่น แอสไพริน เพนวี แอมพิซิลลิน ยาประเภทซัลฟา 2) อาการแพ้ขนาดกลาง อาจมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน หรือหายใจขัดคล้ายหืด มักเกิดจากการใช้ยาฉีด 3) อาการรุนแรง จะมีอาการเป็นลม ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ และหยุดหายใจ มักเกิดหลังจากฉีดยาประเภทเพนนิซิลลิน หรือเซรุ่มในทันทีทันใด


ภาพจากอินเทอร์เน็ต และข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

วัดสายตาตัดแว่น ค่าที่ได้จริงหรือ


ผู้ที่มีปัญหาสายตา ไม่ว่าจะสั้น ยาว หรือเอียง หากคิดแก้ด้วยวิธีการสวมแว่นสายตา ซึ่งเป็นวิธีแก้ไขที่ง่าย สวมใส่สะดวกและปลอดภัย มุมสุขภาพขอแนะนำข้อมูลควรรู้ที่ได้รับทราบมาจากหนังสือคู่มือสุขภาพตาดี จัดทำโดยภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  
ปัจจุบันการวัดระดับสายตาผิดปกตินิยมใช้เครื่องวัดสายตาแบบอัตโนมัติ ที่แค่วางศีรษะให้ชิดเครื่องตรวจ และมองเข้าไปในช่องมองภาพ ไม่นานก็จะมีแผ่นกระดาษรายงานค่าสายตาออกมาให้ทราบ สาระสำคัญจากคู่มือดังกล่าว แนะให้เข้าใจเพิ่มเติมว่า ในความเป็นจริง กำลังสายตาผิดปกติที่ทดสอบจากเครื่องที่ว่านี้เป็นเพียงค่าประมาณจากการเพ่งสายตาขณะตรวจ แต่การสั่งตัดแว่นยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยอีกมาก ดังนั้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับแว่นสายตาที่เหมาะสม
โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หากผู้ปกครองสงสัยว่า เด็กมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กมักเข้าไปนั่งดูทีวีใกล้จอภาพเนื่องจากนั่งไกลแล้วมองภาพไม่ชัด จำเป็นต้องพาเข้ารับการตรวจด้วยจักษุแพทย์ เพราะก่อนการตรวจวัดสายตาในเด็กจะต้องผ่านการหยอดยาคลายการเพ่งของตาเสมอ
ทำไมเด็กต้องถูกหยอดยาคลายการเพ่งของตา? เพราะตามธรรมชาติแล้ว เด็กมักมีการเพ่งสายตาอยู่ตลอดมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ขนาดสายตาที่วัดได้จากเครื่องอัตโนมัติจะมีสายตาสั้นกว่าที่เป็นจริง และถ้าเด็กได้รับแว่นที่มีค่าสายตาสั้นเกินจริง ยิ่งทำให้เด็กปวดตา ปวดศีรษะ และดึงให้เด็กมีสายตาสั้นเร็วขึ้น
ก่อนจบเคล็ดลับสุขภาพ ทิ้งท้ายกับหลักทำความสะอาดเลนส์แว่นที่หลายคนมักสงสัย โดยทำได้เพียงใช้น้ำสบู่อ่อนๆ ชุปด้วยผ้านุ่มๆ แล้วเช็ดเลนส์อย่างเบามือ ทำได้บ่อยเป็นประจำทุกวัน แต่อย่าใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาเคมี เพราะอาจทำอันตรายต่อเลนส์แว่นหรือสารที่เคลือบอยู่.
ภาพและข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th/


วิจัยพบใข่ขาวดีต่อคนที่เป็นความดันสูง


ไข่ไก่ใบรีๆ นอกจากจะเป็นวัตถุดิบในการทำอาหารแล้ว ล่าสุดยังมีผลวิจัยบอกด้วยว่า ผลิตผลจากแม่ไก่นี้มีประโยชน์อันน่าทึ่ง สามารถลดความดันโลหิตได้
ดร.ฉีเป่ง ยู หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน แดนมังกร บอกเล่าถึงการทำวิจัยประโยชน์ของไข่ขาวในการลดความดันโลหิต ระหว่างร่วมประชุมระดับชาติของสมาคมเคมีอเมริกา ในนิว ออร์ลีนส์ สหรัฐฯ ว่า ทีมวิจัยของเขา ค้นพบว่าส่วนประกอบในไข่ขาว ซึ่งก็คือเป็ปไทด์หรือส่วนหนึ่งของโปรตีน มีประสิทธิภาพยับยั้งการทำงานของ ACE หรือสารที่ผลิตในร่างกายและทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
หรือกล่าวให้เข้าใจแบบง่ายๆ คือ สารประกอบในไข่ขาว สามารถยับยั้งตัวการที่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ดร.ยู ยังบอกอีกว่า สารประกอบในไข่ขาวนั้น ออกฤทธิ์เหมือนกับยาที่หมอใช้รักษาคนไข้โรคความดันโลหิตสูง และผลการวิจัยในแล็บที่ทำกับหนูทดลอง ก็ไม่พบความเป็นพิษ และยังช่วยลดความดันโลหิตในสัตว์ทดลองได้เช่นกัน
ผลวิจัยเรื่องไข่ขาวลดความดันของทีม ดร.ยู ถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับผลงานวิจัยเรื่องเดียวกันที่เคยเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ จึงถือเป็นเรื่องดีๆ ที่คนป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรติดตามกันต่อไป.


ข้อมูลและภาพจาก http://www.dailynews.co.th

ทำเครื่องดื่มจากผักและผลไม้ดื่มเอง




ช่วงนี้ใครๆ ต่างก็บ่นเรื่องอากาศร้อน ศุกร์นี้ผู้เขียนจึงนำไอเดียการทำน้ำผักผลไม้ พร้อมเคล็ด(ไม่)ลับในการทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนี้ให้มีรสชาติดี ดื่มง่าย ได้สุขภาพมาฝากกันค่ะ
ก่อนอื่นขอกล่าวถึงหลักการทำน้ำผักผลไม้ ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ ควรเลือกใช้ผักและผลไม้ที่เราชอบ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องอยู่ในกลุ่มที่ให้วิตามิน แร่ธาตุมาก แต่แป้งและน้ำตาลน้อย ตัวอย่างผักที่ควรเลือกมาเป็นวัตถุดิบ ได้แก่ แครอท ขึ้นช่าย เซอเลอรี่ มะนาว มะเขือเทศ ใบบัวบก ฟักทอง ใบสะระแหน่ บีทรูท ส่วนผลไม้ ได้แก่ แอปเปิ้ลเขียว แอปเปิ้ลแดง ส้ม เสาวรส องุ่น กล้วย แตงโม กีวี อะโวคาโด สตอเบอรี่ สับปะรด ผลไม้ตระกูลเบอรี่ สำหรับผักและผลไม้ที่กล่าวมานั้น ล้วนแล้วแต่หาได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดสดทั่วไป
และข้อควรคำนึงที่สำคัญ คือ ผักผลไม้ควรปลอดสารเคมี แต่หากเลือกไม่ได้คงต้องเน้นย้ำการล้างทำความสะอาดอย่างที่ผู้เขียนเคยบอกวิธีการล้างไว้ในบทความช่วงปลายปี ส่วนอุปกรณ์ในการทำน้ำต้องมี เครื่องปั่นไฟฟ้า เน้นว่า เครื่องปั่นไฟฟ้านะคะ เพราะหลายคนชอบใช้เครื่องคั้นน้ำผลไม้แบบแยกกาก ซึ่งผู้เขียนไม่ค่อยเห็นด้วยว่า ทำไมเราจึงเอากากใยอาหารที่มาจากธรรมชาติซึ่งแสนจะสำคัญกับระบบทางเดินอาหารและขับถ่าย แยกแล้วทิ้งไปกันล่ะ ดังนั้นขอย้ำนะคะว่า กากใยอาหารสำคัญกับเราพอควรเลย ไม่ควรแยกแล้วทิ้งค่ะ
การเลือกชนิดของผักผลไม้มาปั่นดื่ม ก็ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆ นะคะ เพราะถ้าเราทำไปมั่วๆ สุดท้ายอาจได้เครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากก็จริง แต่รสชาติอาจถึงขั้นดื่มไม่ได้เลย เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนี้ ผู้เขียนขอฝากเทคนิคไว้ว่า ให้ใช้ผลไม้ที่เราชอบเป็นตัวนำ หากผลไม้ชนิดนั้นกลิ่นรสแรง ควรต้องใช้ชนิดอื่นร่วมด้วย เพื่อให้ช่วยลดหรือกลบกลิ่นที่เราอาจไม่ชอบ
ยกตัวอย่าง เช่น ผู้เขียนไปเจอใบบัวบกสดขายอยู่ในตลาด เลยนึกอยากนำมาปั่น ซึ่งเจ้าใบบัวบกสดนั้น มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารสำคัญมากมาย อาทิ ไทอะมิน(วิตามินบี 1) ไรโบฟลาวิน(วิตามินบี2) วิตามินบี6 วิตามินเค แอสพาเรต กลูตาเมต ซีริน ทรีโอนีน อลานีน ไลซีน ฮีสทีดิน แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม ไตรเตอพีนอยด์ (อะซิเอติโคไซ) บราโมไซ บรามิโนไซ มาดิแคสโซไซ (เป็นไกลโคไซด์ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ) กรดมาดิแคสซิค
แต่ด้วยกลิ่นที่ค่อนข้างแรง ผู้เขียนจึงใช้เสาวรสที่มีกลิ่นรสหอมและเปรี้ยวอมหวาน อุดมไปด้วยวิตามินซี เพื่อเป็นการผสมเข้าไป ตามด้วยแอปเปิ้ลเขียว แครอท และเติมน้ำผึ้งลงไปอีกซัก 1 ช้อนชา ปั่นกับน้ำเย็นที่สะอาดพอประมาณให้ละเอียด นำไปแช่เย็นสักครู่ แค่นี้ก็ได้น้ำผักผลไม้ แบบ DIY (Do It Yourself) รสและกลิ่นชวนดื่ม ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุสารพัดชนิด ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเรา
นี่เป็นแค่สูตรตัวอย่างที่ผู้เขียนทำอยู่บ่อยๆ เพื่อให้คนที่บ้านดื่ม และขอเน้นย้ำอีกนะคะว่า ควรจะเป็นผัก ผลไม้สดเพื่อให้เราได้สารอาหารดีๆ อย่างครบครัน ยกเว้นฟักทอง บีทรูท ควรนำไปนึ่งให้สุกก่อนนะคะ ส่วนชิ้นของผักและผลไม้ก็จำเป็นที่จะต้องห่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนที่จะนำไปปั่น เพื่อไมให้เครื่องปั่นทำงานหนัก และได้น้ำผัก ผลไม้ที่มีเนื้อละเอียด
หากบ้านไหนมีเด็กๆ ที่อยากส่งเสริมให้ทานผัก ผลไม้ หลังจากนำไปปั่นเสร็จแล้ว มีอุบายง่ายๆ ให้เด็กดื่มทานได้ เช่น หาถาดน้ำแข็งรูปตัวการ์ตูนต่างๆ แล้วนำน้ำผักผลไม้ เทใส่ลงในพิมพ์ แช่แข็งจนเป็นน้ำแข็ง และนำมาให้เด็กๆ ทานเล่นได้
น้ำผักผลไม้ที่เราปั่นดื่มเอง ถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าน้ำผักผลไม้สำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดเสียอีก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายมีการเติมน้ำตาลลงไป แถมยังทำมาจากน้ำผักผลไม้เข้มข้นซึ่งผ่านความร้อนมาแล้ว จึงเห็นได้ชัดว่า น้ำผักผลไม้ที่เราทำเองมีประโยชน์กว่าเป็นไหนๆ หรือใครได้ลองทำแล้วมีสูตรเด็ดๆ และอร่อย ก็นำมาแชร์กันได้นะคะ ขอให้มีสุขภาพดีในวันที่อากาศยังคงร้อนจัดนะคะ. 
ภาพและข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

เคล็ดไม่ลับสู้แดด



เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของพวกเราชาวไทยไปเสียแล้ว ที่มักจะอาศัยช่วงวันหยุดยาว พากันไปเที่ยวรับลมร้อนในเดือนเมษาพาเพลิน ยิ่งแดดแรง ฟ้าใส วิวสวย บรรยากาศเป็นใจชวนให้ถ่ายรูปอัพเฟซบุ๊ค หรือ อินสตาแกรม ก็ยิ่งโพสท่าถ่ายเพลินจนลืมไปว่า รังสียูวีจากแสงแดด ทำอันตรายต่อผิวของเราได้เพียงใด อ่านบทความนี้กันสักนิด ก่อนจะไปเที่ยวท้าแดด รับรองว่าจะช่วยให้คุณเที่ยวได้เพลิน แต่ไม่เกินเลยจนผิวพังได้ค่ะ
 
แสงแดดอันตรายเพียงใด

รูปถ่ายข้างบนเป็นรูปถ่ายจากวารสาร The New England Journal of Medicineที่ ว่ากันว่า รูปถ่ายอธิบายได้ดีกว่าคำพูดนับพัน รูปถ่ายของคุณลุงชาวอเมริกันในวัย 66 ปีผู้นี้ น่าจะอธิบายถึงอันตราย
ของแสงแดดที่มีต่อผิวได้กระจ่าง คุณลุงทำงานเป็นคนขับรถส่งนมในชิคาโกเป็นเวลา 28 ปี โดยใบหน้าด้านซ้ายจะเป็นด้านที่ถูกแดด ในขณะที่ใบหน้าด้านขวาเป็นด้านที่ไม่ถูกแดด และแน่นอนว่า คุณลุงไม่เคยทาครีมกันแดดเลย ภาพของคุณลุงถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เกิดจากรังสียูวี โดยจะเห็นได้ชัดว่าใบหน้าด้านที่ถูกแสงแดดมีรอยเหี่ยวย่น สีผิวออกโทนเหลือง ลักษณะผิวหยาบกร้าน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอื่นๆซึ่งเกิดจากการทำลายของรังสียูวีตรงตามในตำรา โดยคุณลุงยินยอมให้แพทย์เผยแพร่รูปนี้ต่อสาธารณะเพื่อเป็นวิทยาทาน

เลือกและทาครีมกันแดดอย่างไร
 
ควรเลือกครีมกันแดดที่ปกป้องได้ทั้งรังสียูวีบีและยูวีเอ โดยดูจากค่า SPF ซึ่งบ่งถึงความสามารถในการปกป้องรังสียูวีบี ควรอยู่ที่ 30 และค่า PA ซึ่งบ่งถึงความสามารถในการปกป้องรังสียูวีเอ ควรอยู่ที่ +++ จำง่ายๆคือ สามสิบและสามบวกปริมาณที่เหมาะสมในการทาครีมกันแดดตามทฤษฏีคือ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งเราสามารถปรับเป็นในทางปฏิบัติโดยใช้กฏฝาจีบ วิธีการคือ นำฝาจีบ(ที่ใช้กับขวดน้ำอัดลม หรือ ขวดโซดา) มาล้างให้สะอาด แล้วใช้เป็นเครื่องมือในการตวงครีมกันแดด หลักการคือ ควรทาครีมกันแดดปริมาณครึ่งฝาจีบสำหรับใบหน้าและคอ สำหรับแขนใช้ปริมาณข้างละหนึ่งฝาจีบ ขาข้างละสองฝาจีบ ลำตัวด้านหน้าสองฝาจีบ ด้านหลังอีกสองฝาจีบ อย่างไรก็ดี หลักการนี้คำนวณมาจากคนสูง 173 ซม. ดังนั้นในคนที่ขนาดตัวเล็กกว่า ก็อาจปรับปริมาณให้ลดหลั่นลงมาได้ตามเหมาะสม
 
เลือกครีมที่ใช่ ทาปริมาณที่เหมาะแล้ว อย่าลืมด้วยว่า ต้องทาก่อนออกแดด 20 นาที และทาซ้ำทุกสองชั่วโมงหรือทุกครั้งหลังลงเล่นน้ำ สรุปว่า “อย่าน้อย อย่าช้า และอย่าลืมทาซ้ำ” จึงจะกันดำได้ค่ะ
 
อายุเท่าไรจึงเริ่มใช้ครีมกันแดด
 
ปริมาณแดดที่ทำลายสะสมตั้งแต่วัยเด็ก ส่งผลเสียถึงผิวยามโตขึ้นได้ จึงควรเริ่มต้นทากันแดดให้เด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป โดยสามารถทาได้ทั่วตัว ยกเว้นบริเวณรอบดวงตา หากเกรงว่าผิวเด็กจะแพ้,ระคายเคืองง่าย อาจเลือกเป็นครีมกันแดดชนิดฟิสิคัล ซึ่งใช้สารกลุ่มสะท้อนแสง เช่น titanium dioxide, zinc oxide แต่ไม่มีสารเคมีกลุ่มดูดกลืนแสง จึงมีโอกาสแพ้ได้น้อยกว่า ข้อเสียของครีมกันแดดกลุ่มนี้คือ อาจทำให้ผิวดูขาววอกเกินกว่าความเป็นจริงได้
 
ส่วนในเด็กต่ำกว่า 6 เดือน แนะนำให้ใช้หมวก ผ้า ร่ม ป้องกันแดด แต่ยังไม่แนะนำให้ทาครีมกันแดด
 
อายุเท่าไรจึงเลิกใช้ครีมกันแดด
 
คำตอบคือ ไม่มีค่ะ เพราะแม้ในวัยตกกระที่หลายท่านอาจคิดว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องความสวยงามแล้ว ก็ยังแนะนำให้ทาครีมกันแดด เพราะ รังสียูวีไม่ได้มีผลแค่ในเรื่องความสวยงาม แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้ด้วย
 
อยู่ใต้ร่มต้องทากันแดดหรือไม่
 
อีกประเด็นเกี่ยวกับแดดที่หลายคนไม่ทราบคือ รังสียูวีจากแดดนั้นสะท้อนได้ ยิ่งพื้นทรายสวยๆ พื้นหิมะขาวๆ รังสียิ่งกระทบชิ่งเข้าใบหน้าเราได้ดี นอกจากนี้ รังสียูวียังรอดผ่านกระจกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระจกรถหรือกระจกหน้าต่างบ้าน ดังนั้นการอยู่ใต้ร่มหรือนั่งอยู่ในห้องก็ยังไม่ปลอดภัย 100% รังสียูวียังรอดผ่านร่ม ทะลุผ่านหน้าต่าง รวมถึงกระทบชิ่งจากพื้นมาเข้าใบหน้าได้ จึงควรทาครีมกันแดดแม้กางร่ม หรือนั่งอยู่ภายในอาคารที่พัก
 
ฟื้นฟูผิวไหม้แดดอย่างไร
 
สำหรับผิวที่แดงไหม้จากแสงแดด รักษาเบื้องต้นโดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบ พยายามอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นๆ ดื่มน้ำมากๆ อาจใช้ครีมที่มีส่วนประกอบของว่านหางจระเข้ร่วม อย่าเพิ่งใช้โฟมล้างหน้าที่เป็นสครับ และอย่าเพิ่งใช้ครีมทาหน้าในกลุ่มไวท์เทนนิ่ง ซึ่งอาจมีสารที่ก่อการระคายเคืองในระยะนี้ได้ ควรรอให้ผิวหายไหม้แดดก่อนค่อยเริ่มใช้ หากผิวไหม้มากจนมีตุ่มน้ำใสพุพอง ควรมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไปคนไข้ที่น่ารักหลายคนของหมอ มักจะนำขนมมาฝากเวลาไปเที่ยวพักร้อนตามที่ต่างๆ ซึ่งหมอจะดีใจทุกครั้งที่ได้รับ แต่มีอยู่สามอย่างที่หมอบอกเสมอว่าไม่ต้องนำกลับมาฝาก นั่นคือ จุดดำๆที่เรียกว่ากระ ปื้นเปรอะๆที่เรียกว่าฝ้า และผิวหน้าที่ไหม้เกรียมเป็นเนื้อแดดเดียว

ภาพและข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th