วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

อึ้ง! ผลสำรวจคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาหารอันตราย


อาหาร เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต คนเราทุกคนต้องกินอาหาร ตามมาตรฐานที่ทราบกันก็ 3 มื้อ เช้า กลางวัน และเย็น ดังนั้น อาหารจึงเปรียบเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่รู้หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่กลับไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาหารเท่าใดนัก โดยเฉพาะอาหารที่แฝงอันตรายต่อสุขภาพ
ที่อังกฤษมีการสำรวจความรู้เรื่องอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยกให้การทดสอบนี้ เป็นการวัดไอคิวเรื่องอาหาร โดยให้ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 2,000 คน ตอบคำถาม 12 ข้อ แต่ละข้อจะมีตัวเลือกให้ 3 ตัวเลือก ตัวอย่างคำถาม เช่น ผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกินกี่ช้อนชาต่อวัน
ผลการทดสอบทำให้รู้ว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง มีความรู้เรื่องอาหารน้อย หรือมีไอคิวเรื่องอาหารในระดับต่ำ และที่ชวนอึ้งคือ ทุกๆ ร้อยคน จะมีผู้ตอบแบบสอบถามถูกทุกข้อแค่คนเดียวเท่านั้น อีกทางหนึ่ง ผู้วิจัยลองคิดเป็นเปอร์เซ็น ก็ชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 77 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง หรือไม่ถึง 6 ข้อ
จากการวัดความรู้เรื่องอาหารอันตราย พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงปริมาณเกลือหรือโซเดียม น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวที่แฝงอยู่ในอาหารเมนูโปรดเลย เช่น  4 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่รู้เลยว่า แฮม ชีส ที่ชอบซื้อมาทำแซนวิชนั้น อุดมไปด้วยเกลือมากกว่ามันฝรั่งทอดกรอบชนิดซองเสียอีก
นอกจากนี้ กว่า 2 ใน 3 ไม่รู้ด้วยว่า คนเราไม่ควรบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือราว 3 กรัม อีกทั้งส่วนมาก ก็ไม่รู้ว่า โยเกิร์ตสตรอว์เบอร์รีแบบไม่มีไขมันนั้น กลับมีน้ำตาลมากกว่า คอนเฟรค 1 ชาม หรือ กาแฟดำใส่น้ำตาล 2 ช้อนชาเสียอีก
เมื่อผลสำรวจออกมาเป็นเช่นนี้ ทาง อินสลีย์ แฮร์เรียต เชฟชื่อดังแห่งอังกฤษ แนะนำให้ทุกคนควรใส่ใจหาความรู้เรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะควรรู้ว่า ในอาหารที่จะกินนั้นมีสารอาหารอะไรบ้าง และมีมากน้อยแค่ไหน
แม้ราคาอาหาร และระยะเวลาในการเตรียมอาหาร จะเป็นสองปัจจัยสำคัญต่อการเลือกกินอาหาร และมีผลต่อสุขภาพ เชฟแฮร์เรียต จึงแนะให้ทุกคนพยายามทำอาหารกินเอง รวมทั้งเลือกกินของที่น้ำตาลน้อยหรือหวานน้อย แต่ละวันคนเราไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 90 กรัม พร้อมทั้งแนะให้ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว สำหรับคุณผู้ชายไม่ควรได้รับไขมันอิ่มตัวเกิน 30 กรัมต่อวัน ส่วนคุณผู้หญิงไม่ควรเกิน 20 กรัมต่อวัน และลดอาหารที่มีโซเดียมสูง ที่สำคัญใส่ใจดูฉลากส่วนประกอบของอาหารหรือวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารด้วย
หากใส่ใจควบคุมความเค็มจากเกลือหรือโซเดียม คุมปริมาณน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว ไม่ให้เกินค่ากำหนดตามหลักโภชนาการ จะส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยสามารถลดโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
แล้วคุณล่ะ รู้เรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน?.

ภาพและข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th

หม่อนกินผล มีประโยชน์อย่างไร



หม่อนเป็นไม้ยืนต้นจำพวกไม้พุ่ม มีอยู่หลายชนิด ที่มีลำต้นใหญ่ ตั้งตรง มีกิ่งก้านมาก ใบ เป็นส่วนที่ใช้เลี้ยงไหม ขนาด ความหนา และลักษณะรูปร่างของขอบใบจะแตกต่างกันไปตามชนิดของพันธุ์ หม่อนเป็นพืชที่มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกันคนละต้น แต่บางพันธุ์อาจมีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกหม่อนมีลักษณะเป็นกลุ่มเกาะติดกันเป็นช่อ เมื่อดอกตัวเมียได้รับการผสมจะเปลี่ยนเป็นผล ซึ่งมีลักษณะเป็นช่อประกอบด้วยเมล็ดเล็กๆ จำนวนมาก



ใบ ใช้เป็นอาหารของหนอนไหม และหนอนไหมที่เจริญเติบโตเต็มที่ จะนำโปรตีนในใบหม่อนไปสร้างเป็นโปรตีนผลิตเป็นเส้นไหม ซึ่งเส้นไหม จะเป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าไหมที่มีความสวยงามมีน้ำมันหอมระเหย และสามารถทำเป็นชาสำหรับชงน้ำร้อนดื่มได้หรือนำใบและยอดอ่อนใส่ในต้ม หรือแกงก็ได้ ใบหม่อนมีโปรตีน 18-28.8% น้ำหนัก    แห้ง สามารถใช้เป็นอาหารปลากินพืชได้ ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง ผลหม่อน ในผลแห้ง มี ไขมัน 63% กรดอินทรีย์ 27% แอลกอฮอล์ 1.6% และ ในผลหม่อนสามารถต่อต้านอาการขาดเลือดในสมองได้ สามารถรับประทานสด นำไปแปรรูปเป็น   น้ำผลหม่อนเข้มข้นหรือพร้อมดื่ม และเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารเช่น ไอศกรีม  แยมเยลลี่ ข้าวเกรียบ ขนมพายลูกหม่อน รวม   ทั้งการผลิตเป็นเครื่องดื่ม
ภาพจากอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th


ระวังลูกกลายเป็นโรคอ้วน ด้วยการล่อด้วยขนมขวาน


ขอฝากคำเตือนถึงพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ระวังบุตรหลานจะกลายเป็นโรคอ้วน หากยังเลี้ยงด้วยวิธีผิดๆ โดยเมื่อไม่นานมานี้ 
เดลีเมล์ ได้เผยผลวิจัยปัญหาโภชนาการในเด็กอังกฤษ พบว่า 1 ใน 3 ของพ่อแม่แดนผู้ดีชอบต่อรองหรือยื่นข้อเสนอให้
บุตรหลานเชื่อฟัง ไม่ดื้อ ไม่ซน ด้วยการใช้ขนมหวาน ช็อกโกแลต เป็นสิ่งล่อใจ

พฤติกรรมข้างต้นนั้น ส่งผลเสียในระยะยาว ทำให้เด็กติดนิสัยชอบกินจุบจิบ โดยเฉพาะของหวานสารพัดชนิด สุดท้ายก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และเป็นโรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงป่วยโรคร้ายมากมาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคข้อเข่าเสื่อม
ข้อมูลสำคัญที่ได้จากการวิจัย ทำให้ทราบว่า คุณแม่กลุ่มตัวอย่าง 2,002 คน ซึ่งมีลูกอายุระหว่าง 1-5 ปีนั้น กว่าร้อยละ 26 ยอมรับว่า ให้ลูกลิ้มรสขนมหวานตั้งแต่เด็กอายุยังไม่ถึง 9 เดือน แถมร้อยละ 61 รับว่า ให้ลูกน้อยกินขนมหวานทุกวัน

ส่วนสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้แม่ต้องแนะนำให้ลูกรู้จักขนมหวานตั้งแต่ยังเล็ก กว่าร้อยละ 56 เชื่อว่า สิ่งนี้เป็นเครื่องหลอกล่อที่ได้ผลดี ช่วยให้เด็กยอมทำตามคำสั่ง เช่น ใช้หลอกล่อเด็กให้ยอมกินข้าวและเมื่อกินหมดจาน เด็กจะได้กินขนมหวานตามที่แม่สัญญาไว้

ด้วยวิธีหลอกล่อที่ไม่เหมาะสมข้างต้นนี้เอง ส่งให้ร้อยละ 60 ของพ่อแม่ พบว่า ลูกของตนชอบอ้อนขอกินขนมหวานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 3 ขวบ แถมหลายรายชอบและติดมาก จนหลายครั้งพ่อแม่ต้องดุ

การให้บุตรหลานกินขนมหวานตั้งแต่เด็กๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะทำให้เด็กนักเรียนในอังกฤษกว่า 2 ล้านคน มีน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐาน แถมในจำนวนดังกล่าว มีไม่น้อยกว่า 7 แสนคน น้ำหนักเยอะจนเข้าข่ายป่วยโรคอ้วน

อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการเตือนว่า ถ้าพ่อแม่ยังไม่เลิกใช้ขนมหวานเป็นสิ่งต่อรอง ในอนาคตหรือราว ค.ศ.2030 ครึ่งหนึ่งของประชากรในอังกฤษจะเป็นโรคอ้วน

สำหรับการแก้ไขปัญหานั้น ทางนักจิตวิทยาเด็กแนะพ่อแม่ต้องเลิกการต่อรองด้วยขนมหวาน แม้เด็กวัยซนจะห่วงเล่นมากกว่าการกินอาหาร หากเด็กไม่ยอมกินข้าว ก็ไม่ต้องตื้อและเก็บอาหารไป เมื่อบ่อยๆ เข้า ปัญหายอมกินข้าวเพื่อให้ได้ขนมหวานก็จะหมดไป

นอกจากนี้ ทางนักโภชนาการยังแนะเพิ่มอีกว่า พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้ถึงผลกระทบของการกินอาหารบางอย่างที่มากเกินไปนั้น จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้อย่างไรด้วย

ไม่อยากให้เด็กติดนิสัยชอบกินของหวานไปถึงตอนโต พ่อแม่ควรต้องเลิกใช้ขนมหวานเป็นสิ่งต่อรอง-ล่อใจลูกแล้วล่ะ.
 ภาพและข้อมูลจาก http://www.dailynews.co.th

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

13 เหตุผล ที่ฟอร์บส์บอกว่าทำไมคนไทยกินทั้งวันแต่ไม่อ้วน

นิตยสารฟอร์บส์ได้เผยแพร่บทความ 13 สาเหตุทำไมคนไทยกินทั้งวันแต่ไม่อ้วน โดย เอลิซา มาลา นักเขียนประจำเว็บไซต์ ซึ่งได้วิเคราะห์จากผลสำรวจระดับความอ้วนของประชากรใน 70 ประเทศทั่วโลกที่พบว่า ไทยรั้งท้ายอยู่อันดับ 60 ซึ่งแตกต่างกับสหรัฐฯ ที่ระดับความอ้วนสูงติดอันดับ ทีเดียว

          
นอกจากนี้ เอลิซา มาลา ยังได้ตั้งข้อสังเกตภายหลังผู้เขียนได้พบกับเพื่อนร่วมงานหญิงคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ทั้งที่สหรัฐฯ และไทยที่มีขนาดรูปร่างเล็กมากเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานสัญชาติอื่น ๆ และสำหรับ 13 สาเหตุทำไมคนไทยกินทั้งวันแต่ไม่อ้วน โดยอ้างอิงจากความเห็นส่วนตัวและประสบการณ์ของเธอที่ได้เมื่ออาศัยอยู่ในเมืองไทย มีดังนี้






 1. คนไทยมีพันธุกรรมดี

          คนไทยส่วนใหญ่มีโครงร่างเล็ก และมีขนาดกระดูกเล็กไม่เหมือนชาวตะวันตก ดังนั้นถึงแม้ว่าคนไทยจะอ้วนแต่ก็แน่นอนว่าคงไม่เท่าฝรั่งอยู่ดี


 2. อากาศร้อน 

          ประเทศไทยจัดอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน แม้หน้าหนาวอากาศก็ร้อนไม่ต่างกันนัก และจากสภาพอากาศร้อน ๆ นี่เองที่ส่งผลให้ความอยากอาหารของคนไทยลดลง ถึงแม้คุณจะเป็นคนที่กินเก่งก็เถอะ


 3. ชอบสังสรรค์ 

          จริง ๆ แล้ว บางครั้งคนไทยอ้างนัดกินข้าวกันนอกบ้าน ไม่ใช่เพราะต้องการกินอาหารอย่างจริงจังหรอก แต่เพื่อต้องการสังสรรค์และสนุกสนานกับการได้พบปะเพื่อนฝูงและครอบครัวมากกว่า

 4. ดื่มก่อน กินทีหลัง

          ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ประกอบกับเวลาที่คนไทยไปร้านอาหารต่าง ๆ ยากที่จะได้ดื่มน้ำสะอาด ๆ พวกเขาจึงหันไปสั่งเครื่องดื่มดับร้อนแทน เช่น น้ำอัดลม เพราะราคาไม่ได้ต่างไปจากน้ำเปล่ามากนัก และกว่าที่จะได้ทานก็รู้สึกอิ่มจากเครื่องดื่มสารพัดแก้วเสียแล้วจึงทำให้กินอาหารได้น้อยลงโดยปริยาย





 5. แชร์กับข้าวร่วมกัน

          วัฒนธรรมการกินของคนไทยและหลายประเทศในเอเชียแตกต่างจากฝั่งตะวันตก คือ คนไทยมักรับประทานกับข้าวหลายประเภทพร้อม ๆ กัน ทั้งในครอบครัวและหมู่เพื่อนฝูง ขณะที่ฝรั่งมักจะเป็นอาหารจานเดี่ยว ดังนั้น คนไทยจึงสามารถทานอาหารได้หลากหลายในปริมาณที่น้อยเนื่องจากต้องแบ่งกันกิน แต่ถึงจะน้อยก็ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนเลยล่ะ



 6. ชอบทานรสเผ็ดจัดจ้าน

          อาหารไทยส่วนใหญ่มีรสชาติจัดจ้านและเผ็ดร้อน หรือแม้ว่าจะเป็นอาหารธรรมดา ๆ คนไทยก็มักจะเติมพริกอยู่เสมอ ซึ่งการทานรสเผ็ดก็ช่วยให้ผอมได้ เนื่องจากจะทำให้รับประทานอาหารได้ช้าลงและเป็นการลดปริมาณอาหารที่รับประทานได้นั่นเอง




 7. ทานเนื้อสัตว์น้อย

          อาหารไทยแต่ละประเภทมีส่วนผสมหลายอย่างแต่มีปริมาณน้อย ดังเช่น แกงเขียวหวานราดข้าวหนึ่งจาน คุณจะได้รับประทานผักหลายชนิด แต่มีเนื้อสัตว์เพียง 2-3 ชิ้นเท่านั้น




8. ทานอาหารปรุงสุกใหม่

          อาหารไทยส่วนมากเป็นอาหารที่ปรุงสุกและเสร็จใหม่ตามสั่ง และไม่ค่อยมีการกินอาหารแช่แข็ง หรืออาหารกระป๋อง จึงไม่มีวัตถุกันเสีย



 9. ทานอาหารเช้าจนเต็มอิ่ม

          เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักโภชนาการว่า การรับประทานอาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดความหิวระหว่างวันได้ แม้สำหรับชาวตะวันตกจะมองว่า การทานอาหารเช้าแบบเต็มคอร์สเหมือนคนไทยเป็นเรื่องที่แปลกก็ตาม


10. คนไทยกินจุบจิบ

          คนไทยเป็นพวกกินจุบกินจิบ มักจะอยู่นิ่ง ๆ โดยไม่กินอะไรนานกว่า 2-3 ชั่วโมงไม่ได้ เพราะคนไทยจะกินอาหารว่างตลอดทั้งวัน ซึ่งของว่างที่คนไทยชื่นชอบก็คือ มะม่วงจิ้มพริกกับเกลือ กล้วยปิ้ง ฯลฯ ซึ่งถือว่าเป็นเคล็ดลับการลดความอ้วนที่ดีเพราะจะช่วยไม่ให้หิวมากและกินมากนั่นเอง



 11. อุปกรณ์ทานอาหารเยอะ

          คนไทยกินอาหารด้วยช้อนและส้อมพร้อมกัน และบางทีอาจมีตะเกียบเข้ามาแจม แถมบางครั้งก็มีช้อนกลางเพื่อตักอาหารส่วนกลางอีกด้วย กว่าได้จะกินน้ำซุปแต่ละครั้ง คนไทยต้องใช้ช้อนกลางตักน้ำซุปใส่ช้อนของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลากินแต่ละครั้งนานเสียเหลือเกิน




 12. ทานของหวานตบท้าย

          ของหวานแบบไทย เช่น ทับทิมกรอบ เต้าฮวย เต้าทึง ข้าวเหนียวมะม่วง มีปริมาณกำลังดีและไม่หวานเหมือนกับของหวานแบบตะวันตก ที่มักมีขนาดใหญ่และมีรสชาติหวานจัดจนถึงเลี่ยนมาก




 13. หลีกเลี่ยงฟาสต์ฟู้ด

          ตามคำบอกเล่าของเพื่อนคนไทย บอกว่า คนไทยมองว่า อาหารฟาสต์ฟู้ด คือ อาหารของคนรวย เพราะแม้มีราคาใกล้เคียงกับที่สหรัฐฯ แต่ทว่าสัดส่วนรายได้ของคนไทยต่ำกว่ามาก และคุณค่าทางโภชนาการก็ไม่ได้สูงมากนัก ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเลือกกินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นครั้งคราวเฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น


ภาพจากอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจาก  http://health.kapook.com

ตะคริว เป็นบ่อยจัง ทำไงดี


       ตะคริว คือ การที่มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน 
ผู้ที่เป็นตะคริวจะมีอาการคือ รู้สึกเจ็บปวด ตึงหรือเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณที่เป็นตะคริว และไม่สามารถ
ที่จะคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งได้หรือทำได้อย่างลำบากเป็นเวลานาน โดยทั่วไปตะคริวมักเกิด 
ไม่เกินสองนาที แต่อาจมีบางรายเกิดนานได้ถึงห้านาทีหรือนานกว่านั้น ในบางรายอาจเกิดบ่อยจน

ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานได้
 
       โดยทั่วไปตะคริวมักเกิดในผู้สูงอายุและเกิดในตอนกลางคืน แต่ก็อาจเกิดในคนอายุน้อยและเกิดได้

ทุกเวลา อาการนี้มักจะเกิดขณะออกกำลังกายมากเกินไป หรืออากาศเย็น เช่น ขณะว่ายน้ำ หรือเมื่อ
ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่เป็นปริมาณมาก เช่น ท้องเสีย อาเจียนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ
 เหน็ดเหนื่อยจากอากาศร้อนอบอ้าว หรือในบางรายอาจจะเกิดขึ้นในระหว่างหลับก็ได้ถึงแม้จะไม่
ส่งผลเสียถึงแก่ชีวิต แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ถ้าเกิดระหว่างว่ายน้ำ หรือขับรถ อาจทำให้เกิด
อุบัติเหตุได้
       
       สาเหตุ
     
       สาเหตุการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด มีหลายทฤษฎี อาจเกิดจากการที่เอ็นและกล้ามเนื้อไม่ได้มีการ
ยืดตัวบ่อยๆ ทำให้มีการหดรั้ง เกร็งได้ง่ายเมื่อมีการใช้กล้ามเนื้อนั้นมากเกินไป
     
       นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวของ
กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติไป
     
       และประการสุดท้ายอาจเกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ดีพอ ซึ่งมักพบในคน
ที่มีโรคที่ทำให้หลอดเลือดตีบ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

       
       ตัวกระตุ้นการเกิดตะคริว
       
       ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยมีสาเหตุ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ
 ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

       
       นอกจากนั้นโรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคไตวาย โรคเบาหวาน โรคของต่อมธัยรอยด์ ซีสต์
น้ำตาลในเลือดต่ำ โรคพาร์กินสัน ร่างกายขาดสารน้ำและความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย ได้แก่
แมกนีเซียม แคลเซียม โปแตสเซียม ยังทำให้เกิดตะคริวขึ้นได้ง่าย

       
       การทำงานมากๆ จนเมื่อยล้า หรือนั่งขดแขนขาอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ก็อาจทำให้เกิดตะคริว
ขึ้นได้เช่นกัน เพราะเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงแขนขาได้สะดวก
การรักษา
     
       ถ้าเป็นบ่อยมากควรหาสาเหตุ ตรวจเช็คว่ายาที่รับประทานอยู่เป็นสาเหตุของตะคริวได้หรือไม่
 อาจต้องตรวจหาโรคทางกายดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปมักไม่ค่อยพบสาเหตุ
     
       การรักษาที่ดีอย่างหนึ่งคือการยืดกล้ามเนื้อที่เกิดตะคริวนั้นให้คลายออกอย่างช้าๆ ตัวอย่างเช่น
 ถ้าเกิดตะคริวที่น่องจะทำให้เกิดเกร็งปลายเท้าจิกชี้ลงพื้นดิน ก็ให้ทำการดันปลายเท้าให้กระดก
ขึ้นช้าๆ แต่ห้ามทำการกระตุก กระชากรุนแรงอย่างรวดเร็ว เพราะจะเจ็บปวดจนกล้ามเนื้อฉีกขาดได้
 ในรายที่เป็นบ่อยๆ มีการใช้ยาบางอย่าง เช่น ควินินและยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด ซึ่งอาจใช้
ในระยะสั้นๆ เช่น 4-6 สัปดาห์และดูการตอบสนอง แต่ผลการศึกษาถึงประโยชน์ยังไม่ชัดเจนนัก
และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ในบางราย เช่น เกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ ตับอักเสบ หูอื้อ
เสียงดังในหู เวียนศีรษะได้ เป็นต้น ดังนั้นโดยทั่วไปมักไม่ค่อยได้ใช้กันทั่วไป

       
       การป้องกัน
     
       1. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะตะคริวมักเกิดในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ หรือคนที่ขาด
การออกกำลังกายที่ดีพอ
     
       2. การฝึกการยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ อาจลดโอกาสการเกิดตะคริวได้ เช่น ที่น่องอาจทำได้โดยการ
กระดกเท้าขึ้นลง หรือเอามือแตะปลายเท้าขณะเหยียดเข่า ปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือยืนบนส้นเท้า
ห่างผนัง 1 ฟุตแล้วเอามือทาบผนังและค่อยๆ เหยียดแขนออกเพื่อยืดกล้ามเนื้อ ประมาณ 30 วินาที
แล้วทำใหม่ เป็นต้น
     
       3. ถ้าออกกำลังกายหนักควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ
     
       4. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
     
       5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
     
       6. ผู้สูงอายุควรค่อยๆ ขยับแขนขาช้าๆ และหลีกเลี่ยงอากาศเย็นมากๆ
     
       7. สวมรองเท้าที่พอเหมาะและอาจใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อป้องกันการเกร็งของเท้า
     
       8. ในรายที่เป็นบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไข

       
        กินอะไร ไม่เป็น ตะคริว
     
       1. ถ้าเป็นตะคริวจากการสูญเสียเกลือแร่ เช่น เกิดจากท้องเดิน อาเจียน เหงื่อออกมาก ควรดื่มน้ำ
เกลือผสมเอง หรือน้ำเกลือแร่
     
       2. รับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ทุเรียน มะพร้าว กล้วย ส้ม ฝรั่ง มะม่วง ขนุน ลิ้นจี่
หัวปลี ผักชี ต้นกระเทียม บร็อคโคลี แครอท มันเทศ ผักบุ้ง เห็ดฟาง มะเขือพวง มะเขือเปราะ โหระพา
 หอมแดง มะเขือเทศ เป็นต้น
     
       3. อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์นม ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานก้างได้
     
       4. อาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว ธัญพืช อาจทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
     
       5. ผู้สูงอายุหรือหญิงตั้งครรภ์ที่มักเป็นตะคริวเวลานอน อาจแก้ไขด้วยการรับประทานอาหาร
ประเภทปลา ไข่ ในมื้อเย็น หรือดื่มนมก่อนนอน

       
         ทั้งนี้ ต้องเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและโรคประจำตัวของ
แต่ละคนด้วย เช่น คนที่เป็นโรคไตก็ควรงดอาหารพวกที่มีโพแทสเซียมสูง เพราะจะทำให้
ไตทำงานหนัก จนเกิดไตวายได้ 
   

การช่วยเหลือเบี้องต้น
         
         ในการแก้ไขเพื่อให้อาการเจ็บปวดของตะคริวบรรเทาลงมีหลักการอยู่ว่า จะต้องเหยียดอวัยวะ
ที่เป็นตะคริวออกก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นค่อย ๆ นวดกล้ามเนื้อ เพื่อคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
 หรือทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณนั้น ๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งการช่วยเหลือเบี้องต้นในแต่ละส่วน
ให้ปฏิบัติดังนี้

         
 ตะคริวที่มือ ให้ผู้ช่วยเหลือเหยียดนิ้วมือของผู้ป่วยออกอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ นวดมือ และ
นิ้วมือทีละนิ้ว ๆ
ตะคริวที่กล้ามเนื้อต้นขา  ให้ผู้ช่วยเหลือจับขาข้างที่เป็นตะคริวของผู้ป่วย เหยียดออกและ
ยกขึ้น วางมือข้างหนึ่งไว้ใต้ส้นเท้า ส่วนอีกข้างหนึ่งกดลงบนหัวเขา ค่อย ๆ นวดกล้ามเนื้อที่เป็น
ตะคริวให้ทุเลาลง

          ตะคริวที่กล้ามเนื้อน่อง ให้ผู้ช่วยเหลือจับขาข้างที่เป็นตะคริวของผู้ป่วยเหยียดออก และค่อย ๆ
ยกเท้าขึ้น ขณะเดียวกันให้ดันปลายเท้าเข้าหาตัวของผู้ป่วย ต่อจากนั้นจึงนวดบริเวณน่องอย่างเบา ๆ

          ตะคริวที่กล้ามเนื้อเท้  ให้เหยียดนิ้วเท้าของผู้ที่เป็นตะคริวออก และช่วยให้ลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า
จากนั้นค่อย ๆ นวดบริเวณเท้าข้างที่เป็นตะคริว


         
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือข้างต้น เพียงแต่ช่วยบรรเทาอาการไม่ให้ผู้ป่วยเจ็บปวด
จากการเป็นตะคริวเท่านั้น ไม่ใช้การแก้ไขที่ต้นเหตุโดยตรง ดังนั้น เรามารู้ก่อนว่า ตะคริว
มีสาเหตุมาจากอะไรกันบ้าง

      หากอาการเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือมีสาเหตุชัดเจน เช่น ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่
จากสาเหตุใดก็ตาม ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและแก้ไขที่ต้นเหตุโดยตรงจะดีที่สุด


ข้อมูลจาก http://health.kapook.com & http://www.mitrprasarn.com

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

บันได 5 ขั้นสู่รอบเอวในฝัน


                             ใครๆ ก็รู้ว่าการดูแลและรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีต่อการใช้ชีวิตแค่ไหน เพราะนอกจากจะมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นผลพลอยได้คือ การมีบุคลิกที่ดี รูปร่างกระชับ จนทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้น แต่กว่าจะได้รูปร่างอย่างที่ต้องการ เราคงต้องใช้เวลานานพอสมควร จึง เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ดจึงจัดกิจกรรม เปลี่ยนแปลงตัวเองใน 30 วัน เตรียมรับปีใหม่”  โดยเริ่มจาก "รอบเอวในฝัน..ฉันทำได้" เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจต่อการมีสุขภาพที่ดี ด้วยบันได 5 ขั้น
                             น้ำหนักแค่ไหน...ถึงจะใช่ตัวฉัน ในเกณฑ์ทางการแพทย์สำหรับพิจารณา เพื่อควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมกับขนาดตัวจริงๆ ต้องใช้การคำนวณ ดัชนีมวลกายหรือที่เรียกว่า BMI - Body Mass Index โดยนำน้ำหนักตัวปัจจุบัน (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ได้ค่าเท่าไหร่ก็ให้นำมาเทียบกับค่ามาตรฐาน ก็จะรู้แน่ว่ารูปร่างเรายังสลิมแบบสุขภาพดีอยู่ หรือเข้าข่ายท้วม อ้วน หรืออ้วนสุดๆ กันแล้ว ดังนั้น อย่ากลัวที่จะก้าวขึ้นตาชั่งเพื่อหาน้ำหนักปัจจุบัน ซึ่งจะนำไปสู่การพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมกับสรีระ


                             โภชนาการดี...มีชัยไปกว่าครึ่ง! เลือกรับประทานอาหารที่จะทำให้ทั้งอิ่มท้องและได้รับสารอาหารเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยสัดส่วนของอาหารบนจานแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ผักใบสีเขียว ผักสดต่างๆ 1/2 จาน ต้องไม่ตักคาร์โบไฮเดรต เกิน 1/4 จาน และให้เน้นรับประทานแป้งเชิงซ้อน อย่างข้าวที่ไม่ได้ขัดสี ขนมปังโฮลวีท ธัญพืช เมล็ดถั่วต่างๆ ส่วนที่เหลืออีก 1/4 จานให้เลือกโปรตีนคุณภาพดีและไร้ไขมัน เช่น ปลา ไข่ เนื้อหมู/วัว ฯลฯ รวมด้วยผลไม้หลากสีเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็น ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยให้รอบเอวนับถอยหลังลงเรื่อยๆ 
                             ซ้ายที...ขวาที วันละ 30 นาที ช่วยได้เกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะตั้งเป้าน้ำหนักอยู่ที่เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการเลือกออกกำลังกายแบบไหน ท่าลดเอว ที่ทำได้ง่ายๆ แต่ได้ผล เช่น การนอนตะแคงยกขาขึ้นลง คล้ายกรรไกร ทำข้างละ 20-30 ครั้งสลับไปมา ยืนหมุนตัวบนแผ่นหมุน 15-20 นาที หรือจะนั่งแยกขาเป็นรูปตัววีและยื่นมือไปจับปลายเท้าสลับซ้ายขวา แต่สิ่งสำคัญคือ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 20-30 นาทีจะเป็นช่วงเวลาใดก็ได้
                             น้ำ...ผู้ช่วยที่ถูกลืม ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า แม้ร่างกายขาดอาหารแต่ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์ แต่ถ้าขาดน้ำไม่เกิน 2 สัปดาห์ก็จะเสียชีวิตอย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะน้ำทำหน้าที่ละลายอาหารที่ย่อยแล้วและแพร่ผ่านผนังหลอดเลือดที่ลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด ดังนั้น เราจึงควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วหรือใช้วิธีวางแก้วน้ำไว้ใกล้ตัว เพื่อยกขึ้นจิบได้ตลอดวัน ลองสังเกตดูดีๆ...ถ้าเมื่อไหร่ที่ดื่มน้ำน้อยกว่าปกติ แน่นอนว่าจะต้องกินอาหารมากขึ้นตามไปด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ ลองหลับตานึกดูว่าเมื่อชั่งน้ำหนักครั้งต่อไปเข็มจะกระดิกขึ้นไปอีกเท่าไหร่..??
                             สวมบทคุณบังอร เพื่อให้ระบบการเผาผลาญสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ควรหลีกเลี่ยงการอยู่หรือทำงานในเวลากลางคืน เพราะแสงสลัวในยามค่ำคืนและการนอนดึก จะยิ่งทำให้อยากกินของจุกจิกหรือหิวระหว่างคืนได้ จะกลายเป็นการเพิ่มรอบเอวโดยไม่ตั้งใจไป การพักผ่อนด้วยการนอนไม่น้อยกว่า 6-8 ชั่วโมง จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งจะสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้มากขึ้นจากปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์
                             สุขภาพที่ดีนับเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุด ที่คุณสามารถมอบให้ตัวเองได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่มีคุณค่าทางจิตใจที่ของขวัญชิ้นไหนๆ ก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้...เริ่มต้น...ตั้งแต่วันนี้กันเลยค่ะ...

เครื่องดื่มมื้อเที่ยง เสี่ยงเบาหวาน



หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการถือถ้วยกาแฟเย็น ชาเย็น น้ำผลไม้ปั่น (เติมน้ำเชื่อม) หรือน้ำอัดลมในช่วงพักเที่ยงทำให้คุณดูเป็นสาวทำงานผู้มาดมั่นทันสมัยแล้วล่ะก็ วันนี้เรามีอีกหนึ่งความจริงจะมาบอก นั่นก็คือ แก้วเครื่องดื่มในมือนั้นไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกาย แถมจะมีโทษเสียอีกด้วย เพราะมันคือตัวการที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้นั่นเอง ตรงกันข้ามกับน้ำเปล่าที่นอกจากจะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานให้กับคุณแล้ว มันยังไม่มีแคลอรี่ ไม่กลายเป็นส่วนเกินให้กับร่างกายของคุณอีกด้วย
       
       ข้อมูลนี้เป็นงานวิจัยส่งตรงจากสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และยังเป็นประเทศที่ผู้หญิงราว 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 12.6 ล้านคนป่วยด้วยโรคเบาหวาน ซึ่งจากการสำรวจวิถีชีวิตของสาว ๆ 82,902 คนในสหรัฐอเมริกานำโดย ดร. Frank Hu พบว่า ในช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมานี้ มีถึง 2,700 คนจากจำนวน 82,902 คนกลายเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานไปแล้ว



      โดยพฤติกรรมของสาว ๆ เหล่านี้หนีไม่พ้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เป็นประจำ ซึ่งนักวิจัยยังเผยด้วยว่า หากสาว ๆ เหล่านี้เปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มมาเป็นการดื่มน้ำเปล่า ความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานจะลดลง 7 - 8 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

      การศึกษาของ ดร. Hu เผยด้วยว่า เครื่องดื่มประเภทชา หรือกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล หรือสารปรุงแต่งรสหวานนั้นก็อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพได้เช่นกัน แต่สำหรับตัวเลือกที่ดีที่สุดนั้น หนีไม่พ้น "น้ำเปล่า" ที่ไม่มีแคลอรี่ใด ๆ เลยนั่นเอง แต่ถ้าหากน้ำเปล่ามันธรรมดาเกินไป คุณอาจเติมมะนาวฝานเพิ่มความเปรี้ยวนิด ๆ ให้กับตัวเองด้วยก็ได้


ภาพจากอินเทอเน็ต ข้อมูลจาก http://nongtoob5a.blogspot.com

การสักและเจาะเนื้อหนังเกิดโรคตับอักเสบโรคต่างๆ



ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ กล่าวเตือนว่า ผู้นิยมการสัก ควรจะระวังจะติดโรคตับอักเสบชนิดซี หากว่าให้เพื่อน หรือคนที่ไม่ใช่มืออาชีพสักให้

นักวิจัยของศูนย์ได้พบจากการทบทวนรายงานการศึกษาหลายสิบเรื่อง พบว่าการสักที่ทำกันเองโดยเพื่อนหรือคนอื่น เป็นเรื่องเสี่ยงอย่างมาก ทำให้ติดโรคตับที่ติดต่อกันทางเลือดได้

แพทย์วิทยาการโรคระบาดกล่าวแจ้งว่า “การสักและเจาะเนื้อหนัง อาจจะทำให้เป็นโรคตับอักเสบชนิดซี และโรคติดต่ออื่นๆ ได้ หากทำโดยไม่รักษาความสะอาด จึงไม่ควรจะสักหรือเจาะเนื้อหนังเล่นกับเพื่อน หรือโดยคนที่ขาดความชำนาญทางอาชีพนั้นๆ

การสักตามเรือนร่าง ส่วนใหญ่นิยมทำกันในหมู่นักโทษในเรือนจำต่างๆ ทำกันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ซึ่งอาจเสี่ยงกับการติดโรคตับอักเสบได้.

ภาพและข้อมูลจาก http://www.legendnews.net/